ราชันแห่งสัตว์ประหลาดฝั่งตะวันออกกลับมาอีกครั้ง Godzilla King of Monsters

                ปี 2014 เป็นการกลับมาอย่างเป็นทางการของ Godzilla ราชันต์สัตว์ประหลาดของตะวันตกที่ได้ห่างหายจากวงการภาพยนตร์ไปอย่างนานแสนนาน โดย Godzilla ปี 2014 นี้เป็นผลงานการสร้างจากค่ายหนังยักษ์ใหญ่อย่าง Legendary ซึ่งก็ถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร ซึ่งเป็น Godzilla ในแบบฉบับของฝรั่ง และในปี 2017 ทางญี่ปุ่นก็ได้นำ Godzilla มาเล่าเรื่องใหม่ เหมือนเป็นการ Reboot จักรวาลของ Godzilla ใหม่ทั้งหมด ในชื่อเรื่อง Shin Godzilla จนมาถึงปี 2019 เราจะได้พบกับการกลับมาอีกครั้งของสัตว์ประหลาดตัวนี้ ในแบบฉบับของ Legendary นั่นก็คือ Godzilla King of Monsters

Godzilla ภาคปี 2019 นี้จะเป็นการเล่าเรื่องราวการกลับมาของ Godzilla และเปิดตัวสามสัตว์ประหลาดที่โด่งดังจากซีรี่ย์ Godzilla ที่เราจะสามารถเห็นในตัวอย่างหนัง ประกอบด้วย ผีเสื้อยักษ์มอธธ่า นกยักษ์โรดอน และคู่ปรับตลอดกาลอย่างมังกรสามหัวคิงคีโดร่า สัตว์ประหลาดเหล่านี้ได้เคยปรากฏตัวออกมาในซีรี่ย์ Godzilla ของญี่ปุ่นและได้รับความนิยมอย่างมากมาย

แน่นอนว่าหนังที่มีการรวมเอาสัตว์ประหลาดยอดฮิตทั้งสี่ตัวมารวมกันถือว่าเป็นประวัติการณ์เลยก็ว่าได้ แต่สิ่งที่เป็นกระแส และหลายคนรอคอยให้ถึงวันปล่อยฉายเร็ว ๆ นั่นก็คือราชันต์แห่งสัตว์ประหลาดแห่งชาติตะวันออก พบกับ เจ้าแห่งสัตว์ประหลาดตะวันตก Godzilla VS. King Kong ปี 2020

เส้นทางสู่หนังฟอร์มใหญ่แห่งยุค Godzilla VS. King Kong 

                คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นหนังฟอร์มยักษ์ที่ทุกคนต่างรอคอยกัน เมื่อหนังที่ใช้ในการปูเรื่องราวตาม timeline นั้นถูกฉายออกเกือบจะครบแล้ว ลำดับการฉายก็คือ Godzilla ปี 2014 King Kong Skull of Island Godzilla King of Monsters และ Godzilla VS. King Kong ในตอนแรกฝ่ายของ Legendary ยังไม่มีการออกมาเปิดเผย timeline ของหนังที่จะฉาย มีแค่การเปิดจักรวาลนี้ด้วย Godzilla และ King Kong ตามลำดับ แต่สิ่งที่ทำให้คนดูถึงกับเซอร์ไพรส์ขั้นสุดนั่นก็คือ End Credit ในเรื่องของ King Kong Skull of Island

เป็นฉากการบอกเล่าเกี่ยวกับการเข้าไปสำรวจถ้ำ และค้นพ้นภาพวาดบนฝาผนังถ้ำ ซึ่งเป็นรูปของ Godzilla  กำลังทำการต่อสู้กับสัตว์ประหลาดสามตัวอยู่ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าจะมีการนำสัตว์ประหลาดทั้งสองมาพบกันอย่างแน่นอน เหมือนกับในปี 1962 ที่ญี่ปุ่นได้มีการทำสร้างหนัง Godzilla VS. King Kong มาแล้ว ซึ่งเป็นภาคที่แยกออกมา ไม่ได้อยู่ใน Timeline เดียวกันกับ Godzilla ของญี่ปุ่น หลังจากที่ End Credit ของ King Kong Skull of Island นั้นเป็นกระแส และมีคนให้ความสนใจเป็นอย่างมากแล้ว ทาง Legendary จึงได้ปล่อยกำหนดการต่าง ๆ ออกมาให้เราได้เห็นในปัจจุบัน

เป็นหนังฟอร์มยักษ์ที่แฟนคลับของทั้ง King Kong และ Godzilla ตั้งหน้าตั้งตาคอยจะดูความยิ่งใหญ่ของทั้งสอง ด้วยกราฟฟิกและเทคโนโลยีการทำหนังในยุคปัจจุบันนี้ แน่นอนว่าต้องตื่นตาตื่นใจมากกว่าปี 1962 อย่างแน่นอน รวมไปปถึงในศึกครั้งนี้ ใครจะเป็นฝ่ายแพ้ชนะ ต้องรอติดตามกันใน Godzilla VS. King Kong ในปี 2020 กัน

 

จุดเริ่มต้นของคืนล้างบาท การจัดสรรค์ประชากรที่โหดเหี้ยมที่สุด กับ The First Purge

แน่นอนว่าไม่พูดถึงไม่ได้ สำหรับหนังใหม่มาแรงที่พึ่งเข้าโรงได้ไม่นานอย่าง The First Purge ปฐมบท ปฐมบท คืนอำมหิต เป็นหนังภาคต่อแนว Action thriller อีกหนึ่งเรื่องที่ไตรภาคแรกนั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ด้วยคอนเซ็ปต์ของหนังที่ค่อนข้างมีเอกลักษณ์และชวนลุ้นระทึกไปกับสถานการณ์ต่าง ๆ ภายในเรื่อง ทำให้คนดูต้องคอยเอาใจตัวละครอย่างแทบหยุดหายใจ สำหรับแฟนหนังคนไหนที่ชอบการบู๊ล้างผลาญปนสยองนิด ๆ เรื่องนี้ควรจะเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คุณไม่พลาด

เรื่องราวการล้างบาทด้วยความรุนแรง กับการเอาชีวิตรอดให้ได้ภายใน 24 ชั่วโมง

                The First Purge เป็นผลงานการกำกับของ Gerard McMurray ผู้กำกับผิวสีชื่อดัง ที่เคยกำกับผลงานดังมากมายอย่าง Fruitvale Station ปี 2013 และ Burning Sands ปี 2017 เรื่องราวของ The First Purge นั้นถือเป็นปฐมบทของการเกิดคืนล้างบาปครั้งแรก ซึ่งที่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดก่อน The Purge ทั้งสามภาคที่ได้เข้าฉายไปแล้ว หนังชุด The Purge เป็นหนังที่ว่าด้วยเรื่องราวของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ได้มีกฎหมายใหม่เปิดใช้งาน นั่นก็คือการอนุญาตให้มีคืนล้างบาป หรือ Purge Day ขึ้น ซึ่งความหมายของคืนล้างบาปนั้นคือ ทุกคนสามารถที่จะเอามากฆ่ากันได้ โดยที่อาวุธต่าง ๆ ถูกอนุมัติให้ใช้งานได้ การก่ออาญากรรมทุกรูปแบบนั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย กฎหมายนี้จะถูกเปิดใช้งาน และหมดไปหลังจากครบ 12 ชั่วโมงแล้ว หรือเช้าแล้วนั่นเอง ก่อนที่จะเริ่มวันล้างบาปนั้น จะมีการประกาศเพื่อให้ทุกคนได้เตรียมตัวที่สำหรับวันแห่งนรกที่กำลังจะมาถึง และสัญญาณนี้จะดังอีกครั้งเมื่อวันล้างบาปสิ้นสุดลง

นั่นคือคอนเซ็ปต์คร่าว ๆ ของหนังชุด The Purge ที่แค่ได้ฟังเรื่องย่อยก็น่าสนใจแล้วมากแล้ว ซึ่งเรื่องราวของ The Purge ภาคแรกนั้น จะกล่าวถึงเหตุการณ์คืนล้างบาปในปีหนึ่ง ซึ่งตัวหนังจะให้ความสนใจไปแค่ครอบครัวหนึ่ง ที่ต้องทำการเอาชีวิตรอบ และรับมือกับพวกคนที่ต้องการจะเข้ามาพิพากษาพวกเขา จนมาถึงภาคสองที่กล่าวถึงวันล้างบาปของคนทั้งเมือง และขยายใหญ่ขึ้นอีกในภาคที่สาม ที่พูดถึงวันล้างบาปของทั้งประเทศ แต่ The First Purge นั้นคือการเล่าเรื่องเหตุการณ์วันล้างบาปวันแรกของประเทศ ซึ่งเป็นลักษณะของการเริ่มทดลองใช้งานกับแค่เมืองเดียวก่อน แน่นอนว่าผู้คนแตกออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มที่เห็นด้วยให้มีการล้างบาป และกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยให้มีการล้างบาป แต่สุดท้ายแล้ว รัฐบาลก็ตัดสินใจให้มีการล้างบาปวันแรกนี้ขึ้น โดยหนังเรื่องนี้จะเล่าเรื่องผ่านตัวละครพระเอกที่เป็น mafia ใหญ่ในเมือง แฟนเก่าที่เป็นนางเอก และน้องชายของนางเอกที่ช่วยกันเอาตัวรอดจากเหตุการณ์วันนรกนี้ไปให้ได้ ทุกคนจะได้รับรู้ถึงเรื่องราวในการล้างบาปที่เต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม และฉาก action สุดมันและน่าตื่นเต้น เนื่องจากเหตุนี้ หนังเรื่องนี้จึงถูกกำหนดเรทการดูอยู่ที่ 18+

สำหรับแฟนคลับหนังชุด The Purge หรือใครที่ต้องการดูหนังคอนเซ็ปต์ดี ๆ อีกเรื่อง แนะนำว่าให้เข้าไปดู The First Purge กัน แม้ว่าคุณจะไม่เคยดูสามภาคแรกมาก่อน แต่คุณก็จะสามารถดูหนังเรื่องนี้ได้รู้เรื่อง และสนุกไปกับการเอาชีวิตรอดของคนที่ตกอยู่ในคืนแห่งการล้างบาปที่ไม่สามารถหนีพ้น เข้าโรงแล้ววันนี้ ทุกโรงภาพยนตร์

คะแนน: B

 

จักรวาลที่รวมอสุรกายในตำนานไว้มากมาย เผยแนวทางต่อไปของ Dark Universe

                ถ้าพูดถึงอสุรกายหรือผีในตำนานของประเทศอียิปต์ พนันได้เลยว่ามากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์จะตอบว่ามัมมี่ หรือถ้าพูดถึงตำนานผีดูดเลือด ก็คงนึกถึงแดร็กคูล่า เรื่องราวเหล่านี้เป็นตำนานปีศาจหรืออสุรกายที่เราคุ้นเคยกันตั้งแต่สมัยเด็ก มีการทำออกมาเป็นซีรี่ย์และภาพยนตร์มากมาย ทั้งประสบความสำเร็จ และพังไม่เป็นท่า Universal Studio จึงตัดสินใจที่จะนำหนังเหล่านี้กลับมาใหม่อีกครั้ง และจะทำการรวมกันเป็นจักรวาลเหมือนค่ายหนังอื่น ๆ ที่ทำกันเช่น Marvel studio หรือ DC ที่มีจักรวาลเป็นของตนเอง โดยทาง Universal ใช้ชื่อจักรวาลนี้ว่า Dark Universe

เปิดจักรวาลด้วยผีผ้าพันแผล The Mummy พีคหรือพัง

                เริ่มด้วยการ remake หนังไตรภาคเรื่อง The Mummy นำแสดงโดย The Rock หรือ Dwayne Jonson ที่เคยเป็นกระแสมากก่อน Universal Studio จึงหยิบเรื่องนี้มาทำใหม่ในปี 2017 ซึ่งได้นักแสดงมากฝีมืออย่าง Tom Cruse มาเป็นพระเอกในเรื่องนี้ แต่ผิดคาด เมื่อกระแสตอบรับออกมาได้ค่อนข้างไปในทางลบมากกว่าคำชื่นชม ยิ่งไปกว่านั้น Tom Cruse ได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดแย่จากหนังเรื่องนี้อีกด้วย ทำให้แผนการที่คิดไว้ว่าจะเปิดจักรวาล Dark Universe อย่างเป็นทางการนั้นก็ต้องสะดุดลง ซึ่งในความริงแล้ว ก่อนหน้าหนังเรื่อง The Mummy นั้น ทางค่ายได้ผลิตหนังเรื่องหนึ่งออกมา หวังที่จะเป็นการเปิดศักราชใหม่ของจักรวาล Dark Universe เช่นกัน นั่นก็คือ Dracula นั่นเอง แต่ก็พังไม่เป็นท่า เรียกได้ว่าหาคำชมได้อย่างมากสำหรับหนังเรื่องนี้

เมื่อเห็นแบบนี้แล้ว ทาง Universal studio คงต้องคิดหนักกับการทำหนังเรื่องต่อ และประเด็นเรื่องการสร้าง Dark Universe ขึ้นมา ในช่วงแรกนั้น มีภาพการโปรโมท Dark Universe ออกมาในลักษณะของภาพถ่ายนักแสดงชื่อดัง ที่จะมารับบทใน Project นี้ ในรูปภาพนั้นมี Tom Cruse รวมไปถึง นักแสดงโจรสลัดตลอดกาลอย่าง Johnny Deppที่จะมารับบทเป็น Invisible-man อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีอสุรกายอีกมากมายที่ถูกแพลนให้เข้ามาอยู่ใน Dark Universe ด้วย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หมาป่า หรือ The Wolf  creature from the black lagoon หรือ Frankenstein แต่เนื่องจากกระแสตอบรับอย่างที่เห็น ทำให้ยังอยู่ในกระบวนการตัดสินใจว่าจะทำต่อดี หรือจะเอาใครมาช่วยกอบกู้สถานการณ์ในครั้งนี้ หลายคนก็ให้ความสนใจกับข่าวนี้ ไม่ว่าจะเป็น Studio Blumhouse Production ที่เป็นทีม Production ที่ผลิตผลงานคุณภาพมากมายออกมา เช่น The Purge Unfriend และ Insidious ที่ออกปากว่าเป็นไปได้ที่เขาอาจจะได้รวมงานกับทาง Universal Studio ในการสร้าง Dark Universe ขึ้นมาให้ หรือจะเป็นผู้กำกับที่การันตรีได้ถึงคุณภาพด้วยรางวัลโอสการ์จากหนังเรื่อง Shape of Water อย่าง Guillermo del Toro เจ้าตัวได้ออกมายอมรับว่าตัวละครสัตว์ประหลาดน้ำในเรื่องนั้น ได้รับแรงบันดาลใจมากจากหนังเรื่อง creature from the black lagoon และเป็นตัวละครที่เขาชอบเอามาก ๆ ความจริงแล้ว ทาง Universal เคยยื่นข้อเสนอให้เขาได้ทำหนังสัตว์ประหลาดมาแล้ว แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างในตอนนั้นเขาจึงได้ปฏิเสธไป แต่ตอนนี้ก็ไม่แน่ว่าเขาอาจจะเขามาเป็นคนที่ทำให้ Dark Universe ประสบความสำเร็จก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม ก็คงเป็นเรื่องที่เราต้องคอยติดตามกันต่อไปว่า สุดท้ายแล้ว Universe Studio จะทำอย่างไรต่อกับจักรวาล Dark Universe นี้ จะเลิกหรือจะนำผู้เชี่ยวชาญด้านการทำหนังสยองขวัญมาพลิกโฉมมันอีกครั้ง ต้องติดตามกันต่อไป

 

The Meg ฉลามยักษ์พันล้านปี หนังฉลามที่มีครบทุกรสทุกอารมณ์

                ในปี 1976 หลายคนไม่กล้าที่จะลงเล่นน้ำ ไม่ว่าจะเป็นสระน้ำ หรือทะเล บางคนถึงกับเป็นกลัวน้ำไปเลยก็ว่า เหล่านี้เป็นอิธพลจากการดูหนังเรื่อง Jaws หนังฉลามยักษ์เรื่องแรกจาก Universal Studio ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และกวาดรายได้ไปมหาศาล หลังจากนั้นก็มีการผลิตหนังแนวฉลามยักษ์ออกมามากมาย โดยพูดได้เลยว่ามีแรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่อง Jaws นี่เอง รวมไปถึงในปี 2018 นี้ มีหนังที่เกี่ยวกับฉลาดยักษ์อีกหนึ่งเรื่อง ที่น่าสนใจอย่างมาก เนื่องจากรายชื่อนักแสดงนำนั้นเป็นนักแสดงที่น้อยคนจะไม่รู้จัก นั่นก็คือ Jason Statham พระเอกจอมบู้ล้างผลาญจากหนังดังหลาย ๆ เรื่องอย่าง Transporter หรือ Fast and Furious นั่นเอง

Megalodon ฉลามที่ใหญ่ที่สุดบนจอเงิน ความสำเร็จจากการร่วมมือของจีนและอเมริกา

เมื่อได้ยินชื่อของ Jason Statham แล้ว ก็คงไม่ต้องห่วงเรื่องฉาก Action และความตื่นเต้นของหนังเรื่องนี้แน่นอน โดยหนังเรื่อง The Meg นั้นเป็นการร่วมมือกันระหว่างสองประเทศ นั่นก็คือประเทศจีนและอเมริกา ซึ่งก็ออกมาเป็นที่น่าพอใจในเรื่องของคำวิจารณ์และรายได้ นอกจากฉากบู๊ต่าง ๆ และ CG นั้นถือว่าทำได้ดี รวมไปถึงการรักษาคอนเซ็ปต์ของหนังฉลามยักษ์ไว้ได้อีกด้วย โดยหนัง The Meg นี้จะเล่าเกี่ยว Jonas นักกู้ภัยทางน้ำ ที่เคยได้ทำการช่วยเหลือทีมสำรวจทีมหนึ่งที่เคยเจอกับเจ้าฉลาม Megalodon นี่เมื่อ 5 ปีที่แล้ว แต่ในตอนนั้นเขาไม่สามารถที่จะช่วยเหลือทุกคนในทีมไว้ได้ ทำให้กลายเป็นตราบาปติดตรึงเขามาตลอด

วันหนึ่ง มีมหาเศรษฐีคนหนึ่งต้องการจะสร้างโลกใต้น้ำขึ้นมา และต้องการที่จะเป็นคนแรกที่ลงสู่ความลึกที่โลกไม่เคยได้สำรวจมาก่อน จึงได้ส่งทีมสำรวจลงไป และทีมสำรวจเหล่านั้นก็พบกับเจ้า Megalodon เช่นกัน จึงเป็นหน้าที่ของ Janas อีกครั้งที่จะลงไปช่วยทีมสำรวจนี้อีกครั้ง แต่เรื่องราวไม่ได้จบแค่นั้น เมื่อเจ้า Megalodon ที่อาศัยอยู่ใต้ใช้บรรยากาศนั้น ตามเรือดำน้ำสำรวจออกมา และสามารถขึ้นมาถึงน่านน้ำของประเทศจีนได้ จึงเกิดเป็นภัยพิบัติครั้งใหญ่ขึ้น ซึ่ง Janas จะรับมือกับเจ้าฉลาด Megalodon อย่างไร ต้องไปติดตามชมกันในหนัง เรื่อง The Meg กัน

มีหลายคนที่ดูหนังเรื่อง The Meg แล้วออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ในเรื่องของการรวมเอาคอนเซ็ปต์เด่น ๆ จากหนังฉลามหลาย ๆ เรื่องมารวมกันในเรื่องเดียว เช่น Jump Scare ต่าง ๆ และเอกลักษณ์ของหนังฉลามที่เล่นกับทะเลและผู้คน ความ Over action ปน Sci-Fi เล็กน้อย จากเรื่อง Deep blue Sea ซึ่งเอาใจทั้งคนที่ชอบดูหนังฉลามแบบต้นฉบับ และฉลาดแบบลึกลับ เหนือธรรมชาติทั้งสองแบบ รวมไปถึง The Meg หรือ Megalodon ที่อยู่ในเรื่องเมื่อเทียบกับหนังฉลามเรื่องอื่น ๆ แล้วนั้นถือว่าเป็นฉลามที่มีขนาดใหญ่ที่สุดตั้งแต่มีหนังฉลามขึ้นมาบนโลกอีกด้วย

สำหรับใครที่ชอบหนังแนวฉลาม และยังไม่เคยเห็นฉลามที่มีขนาดใหญ่ถึง 60 ฟุคแล้ว ไม่ควรพลาดหนังเรื่อง The Meg เป็นอันขาด แล้วทุกความรู้สึกของกลัวน้ำ หรือไม่กล้าลงน้ำของท่าน จะกลับมาอีกครั้งหนึ่งอย่างแน่นอน

คะแนน: B

 

John Wick Chapter 3 Parabellum จะรอดหรือตาย

                เมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา หลายคนได้รับความสนุกตื่นเต้นเร้าใจ รวมไปถึงสะเทือนใจไปด้วยในตัวกับหนังแอ็คชั่นล้างผลาญของแท้อย่าง John Wick ภาค 2 นั่นเอง เป็นหนังที่มีกระแสตอบรับในทางค่อนข้างมาก และยังคงรักษามาตรฐานความเป็น John Wick ได้อยู่เช่นเดิม บวกกับฉากจบที่ทิ้งไว้ให้คนดูรู้ได้เลยว่า John Wick จะกลับมาอีกอย่างนอน ซึ่งก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ เมื่อมีการประกาศอย่างเป็นทางการสำหรับหนังภาคต่อ นั่นก็คือ John Wick Chapter 3 Parabellum ที่จะเข้าในปี 2019 ที่จะถึงนี้นั่นเอง

เรื่องราวของสายลับวางมือที่ถูกเอาเปรียบ กับการล้างบางที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

                หลายคนที่เป็นแฟนหนัง John Wick คงจะรู้ดีว่าเป็นหนังที่มีฉากแอ็คชั่นที่สนุก ดิบ และเร้าใจขนาดไหน Keanu Reeves เล่นบทนี้ได้อย่างสมจริง และทุ่มสุดตัวเพื่อหนังเรื่องนี้เลยทีเดียว หนัง John Wick ในภาคแรกพูดถึงการวางมือของตัวพระเอกในเรื่องซึ่งนั่นก็คือ John Wick แต่เรื่องราวมันไม่ได้ง่ายแบบนั้น เมื่อมีนักเลงที่เป็นผู้มีอำนาจในถิ่นนั้นมาหาเรื่อง และตามมาทำร้ายถึงในบ้าน และฆ่าหมาสุดที่รักที่ John Wick เลี้ยงไว้เป็นเพื่อน แทนภรรยาที่เสียชีวิตไปแล้ว จึงเป็นเห็นให้ John Wick ได้ตามไปแก้แค้น เขาจึงตกเป็นเป้าของเหล่าผู้มีอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของเมือง

เมื่อล้างแค้นจากภาคแรกไปได้สำเร็จแล้ว ก็มีเพื่อนสนิทนำข้อเสนอมายื่นให้ ซึ่งถ้า John Wick ไม่ทำตามในครั้งนี้ เขาก็จะไม่สามารถหลุดพ้นออกจากวงการนักฆ่านี้ได้ เขาจึงจำเป็นต้องทำ และได้เจอกับเหล่านักฆ่ามากมายจากทั่วทุกมุมโลก แต่สิ่งที่ระทึกใจคนดูมากที่สุด คงนีไม่พ้นฉากจบตอนสุดท้ายที่ John Wick ได้แหกกฎสำคัญบางอย่างของสมาคมนักฆ่า ทำให้ตกเป็นเป้า และโดนตามล่าจากนักฆ่าทั่วโลก ซึ่งเรื่องราวการหลบนี้ในครั้งนี้ เราจะมาติดตากันต่อใน John Wick ภาคสามนี่เอง

นอกจากจะเป็นหนังที่มีเนื้อเรื่องกระชับ เข้าใจง่าย การออกแบบฉากต่อสู้ต่าง ๆ ก็ถือว่าทำได้ดีมาก ดูเป็นธรรมชาติและสมจริง โดย John Wick ภาคแรกสามารถกวาดรายได้ไปถึง 86 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และ John Wick ภาคสองสามารถกวาดรางวัลไปได้มากกว่าเดิมถึง 7 ล้านเหรียญ เท่ากับ 93 ล้านเหรียญนั่นเอง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเป็นหนังที่ได้ชื่อว่ามีการฆ่ากันตายมากที่สุดอีกด้วย ทำให้กลายเป็นหนังขวัญใจของใครหลาย ๆ ที่ชอบการบู้แบบสด ๆ และยิงกันแบบไปกลัวเปลืองกระสุน

มารอลุ้นกันต่อไปว่าหลังจากที่โดนนักฆ่าทั่วโลก หมายหัวไว้ด้วยฆ่าตัวที่สูงมากแล้ว John Wick จะมีวิธีการอย่างที่จะรับมือกับสถานการณ์นี้ใน John Wick Chapter 3 parabellum ในปี 2019 ที่จะถึงนี้

คะแนน: A

 

Guardians of the galaxy รวมพันธุ์นักสู้พิทักษ์จักรวาล

                ภาพยนตร์สายเลือดซูเปอร์ฮีโร่จากค่ายมาร์เวลสตูดิโอ ที่มีการแนะนำตัวกันอย่างหนักหน่วงจริง ๆ ในช่วงแรกที่หนังเข้าฉายแรก ๆ เนื่องจากมาร์เวลไม่เคยเกริ่นนำถึงพวกเขามาก่อน ในส่วนของคนที่ไม่อ่านการ์ตูน(ซึ่งมีจำนวนมาก) จึงไม่รู้จักพวกเขา แต่พอรู้จักแล้ว ตัวละครทุกตัวกลับทำให้หลงรักอย่างหัวปักหัวปำ โดยเฉพาะตัวขโมยซีนอย่าง กรูท ต้นไม้แสนกวนชวนขำ กับประโยคติดปาก และดูเหมือนจะเป็นบทพูดบทเดียวของเขานั่นคือ “ไอ แอม กรูท” ซึ่งก็เป็นบทที่เรียกคะแนนความรักความเอ็นดูจากผู้ชมไปเต็ม ๆ

เรียกได้ว่าเป็นการรวมตัวที่น่าปวดหัวที่สุด ในตระกูลฮีโร่ของมาร์เวลเลยก็ว่าได้ ที่จับคาแรคเตอร์เจ้าเล่ห์ของ ปีเตอร์ ควิลล์ (Chris Pratt) ที่เกิดบนโลกมนุษย์ และเหมือนว่าความทรงจำเกี่ยวกับพ่อของเขาจะหายไป, แร็คคูนสายกวนแถมความโหดอย่าง ร็อคเก็ต (พากย์เสียงโดย Bradley Cooper), นักฆ่าสาวแสนสวยสุดเซ็กซี่อย่าง กาโมร่า (Zoe Saldana), ฮิวแมนนอยด์ที่รูปร่างเหมือนต้นไม้ที่มีนิสัยไม่แคร์สายตาใครอย่าง กรูท (พากย์เสียงโดย Vin Diesel) , และแดร๊กซ์ ที่มีเป้าหมายเพื่อล้างแค้นให้ครอบครัว (Dave Bautista) ดูจากบทบาทของตัวละครแล้ว ก็ทำให้น่าสนใจมากขึ้นไปอีก ว่าหนังจะออกมาเป็นอย่างไร พอได้ดูก็เข้าใจทันทีว่าพวกเขามารวมตัวกันเพื่อ…แย่งซีนกัน ซึ่งเป็นการแย่งซีนที่แทรกมุขตลกได้โดนใจคนดูเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีฉากแย่งซีนที่น่าประทับใจอีกมากมาย ถือว่าเป็นหนังคอมเมดี้ไซไฟที่ทำออกมาได้น่าประทับใจมากจริง ๆ มุขที่ปล่อยออกมาถูกจังหวะไปซะหมด วัดจากกระแสตอบรับของคนดูแล้วก็พบว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้มีมุขไม่ฮาพาเครียดน้อยกว่าเรื่องอื่นเยอะเลยล่ะ

เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ พล็อตเรื่องมักจะไม่ต่างกัน คือต้องมีภารกิจสำคัญให้ทำอย่างแน่นอน ซึ่งสำหรับเรื่องนี้พล็อตเรื่องถือว่าธรรมดามาก ในการรู้ความลับของตัวร้ายแล้วไปสกัดกั้นเพื่อไม่ให้มีสิ่งใดถูกทำลาย แต่กลับมีวิธีการนำเสนอที่แตกต่างจากเรื่องอื่น การใช้ภาพ และเพลงในยุค 70 ก็ดูแหวกแนวมากๆ เพราะมีสไตล์ยียวนกวนประสาท มาพร้อมกับบทสนทนาที่เรียกเสียงหัวเราะได้ทุกชุด อีกทั้งยังแอบมีบทดราม่าเล็ก ๆ ให้คนดูได้เสียน้ำตาอีกด้วย ถือว่าเป็นภาพยนตร์ที่ครบรสมากจริง ๆ

ถือว่าเป็นกลุ่มสายพันธุ์ฮีโร่ของมาร์เวลอีกกลุ่มหนึ่ง ที่น่าจับตามเป็นอย่างมาก ว่าจะไปต่อในทิศทางไหน ถึงแม้ในตอนนี้จะมีภาค 2 ออกมาให้ได้ดูกันเรียบร้อยแล้ว แถมไปสร้างความเกลียดชังไว้ในอเวนเจอร์ล่าสุดอีก แต่ในส่วนของปฐมบทนั้นก็ยังควรค่าแก่การกลับมาดูซ้ำอีกรอบ สำหรับใครที่ยังไม่เคยดู บอกได้เลยว่า สนุก มันส์ ฮา แบบครบรสแน่นอน

 

Rampage ใหญ่ชนยักษ์ การต่อสู้เพื่อเอาตัวรอดของสัตว์กลายพันธุ์

                เป็นการกลับมาที่น่าประทับใจอีกครั้ง ของอดีตนักมวยปล้ำหุ่นล่ำบึ้กอย่าง ดเวนย์ จอห์นสัน หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันในชื่อ เดอะร็อค ที่หวนกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งกับผู้กำกับ แบร็ต เพย์ตัน ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากเกมส์ที่เป็นที่นิยมในปี 1986 แต่เนื้อเรื่องไม่ใช่การทำลายร้างเมืองแบบในเกมส์แน่นอน

เริ่มต้นเรื่องราวด้วยการแอบทำการทดลองลับบนดาวเทียมของบริษัทเอนเนอจีนย์ ซึ่งดูเหมือนว่าการทดลองนี้จะเป็นการดัดแปลงพันธุกรรมของสัตว์ แต่ดาวเทียมกลับระเบิดเสียก่อน เพราะดันมีสัตว์ทดลองหลุดออกมา นักวิจัยจึงเก็บยีนส์ตัวอย่างแล้วหนีกลับบ้าน แต่โชคร้ายที่ยานเอาตัวรอดก็ไปไม่รอด ยีนส์ตัวอย่างเหล่านั้นจะพุ่งสู่โลกโดยไร้การควบคุม ตัดภาพมาที่มิตรภาพแสนอบอุ่นของ เดวิด โอโคเย (ดเวนย์ จอห์นสัน) กับสหายตัวใหญ่อย่าง จอร์จ ลิงกอริล่าเผือกที่รอดพ้นจากการถูกฆ่า เดวิดจึงเก็บมาเลี้ยงไว้ เรียกได้ว่าเป็นทั้งเพื่อน และส่วนหนึ่งในครอบครัวเลยทีเดียว ฉากความสัมพันธ์ของจอร์จกับมนุษย์นั้น ทำออกมาได้กวนชวนขำและน่ารักมาก ในเรื่องจอร์จสามารถสื่อสารภาษามือได้ ซึ่งถือว่าน่าสนใจมากทีเดียว เป็นฉากที่ทำให้แอบยิ้มตามกันแน่นอน

ผืนป่าสงบสุขได้ไม่นาน ยีนส์ตัวอย่างที่ถูกตัดแต่งพันธุกรรมก็หล่นถึงพื้น ตอนนี้เองที่สัตว์ขนาดยักษ์แบบที่เรารู้จักในเกมส์ได้ปรากฏขึ้น นั่นคือ จอร์จลิงกอริล่ายักษ์ , ราล์ฟหมาป่ายักษ์ และลิซซี่จระเข้ยักษ์ ปัญหาใหญ่ยิ่งว่าไซต์ของเจ้าสัตว์ยักษ์จึงเกิดขึ้น เมื่อพวกสัตว์เหล่านี้ได้รับยีนส์เด่นจากสัตว์ชนิดอื่น ทั้งว่องไว แข็งแกร่ง และก้าวร้าวมากขึ้น ดูเหมือนจะไม่มีอาวุธใด ๆ หยุดพวกมันได้ เมื่อบริษัทเอนเนอจีนย์ได้ยินข่าวและรู้ว่าการทดลองของพวกเขานั้นสำเร็จ พวกเขาจึงส่งคนออกตามล่าเพื่อนำสัตว์กลับมาวิจัยต่อ แต่ก็ไม่ได้ผล ด้วยพละกำลังมหาศาล จึงไม่สามารถเข้าถึงพวกมันได้ ในเนื้อเรื่องดูเหมือนว่าจระเข้ยักษ์จะไม่ค่อยมีบทบาทมากนัก มีฉากที่กลายร่างแล้วว่ายใต้น้ำ จากนั้นก็หายไปเหมือนไม่ได้เป็นตัวละครในเรื่อ กลับมาอีกทีก็ตอนที่เรื่องเกือบจบซะแล้ว เลยได้ชื่นชมความอลังการได้ไม่เต็มที่ซักเท่าไหร่ แต่ก็ถือว่า ไรอัน เอเจิลล์ เขียนบทออกมาได้ดีมาก เพราะเนื้อหาในเกมส์นั้นไม่มีอะไรเลย มีแค่สัตว์ประหลาดทำลายเมือง ต้องขอชื่นชมว่ามีความคิดสร้างสรรค์มาก ๆ และฉากแอ็คชั่นก็ยังมันส์แบบสุดขั้ว สมกำกับที่คาดหวังไว้จริง ๆ

เรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์สร้างจากเกมส์ที่เนื้อเรื่องและบทบาทมีคุณภาพอันดับต้น ๆ สำหรับในรอบหลายปีเลยทีเดียว ใครที่ยังไม่ได้ดูต้องห้ามพลาด แล้วคุณจะได้พบกับมิตรภาพที่แสนอบอุ่น และฉากแอ็คชั่นที่มันส์กระจายแน่นอน

 

The Space between Us รักเราแค่ดาวอังคาร

วันนี้เราจะพาข้ามห้วงอวกาศไปกับภาพยนตร์แนวโรแมนติกไซไฟ หนังรักใส ๆ ที่พล็อตหลักของเรื่องเป็นการพูดถึงชีวิตของเด็กหนุ่ม ที่ต้องเติบโตในดาวอังคาร เราจะพาไปดูกันแบบเจาะลึกรายละเอียด และทำความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นปัญหาที่ผู้กำกับพยายามจะสื่อออกมาถึงผู้ชมกัน

เมื่อมีสังคมออนไลน์ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนกับพบเจอกับคนที่ถูกใจก็กลายเป็นเรื่องง่าย แค่มีเอ็นเตอร์เน็ต ก็มีความรักได้แล้ว เช่นเดียวกันกับ การ์ดเนอร์ เอลเลียต (รับบทโดย อาซา บัตเตอร์ฟิลด์) เด็กชายวัย 16 ปี ที่เติบโตและใช้ชีวิตอยู่บนดาวอังคาร การ์ดเนอร์เป็นตัวละครที่สื่อถึงหลายประเด็น ทั้งการอยากรู้อยากเห็นตามวัย การอยากมีอิสรภาพได้ทำกิจกรรมที่ไม่เคยทำ การใช้ชีวิตกับครอบครัว และการมีความรัก เรียกได้ว่าบทพยายามจะจับทุกประเด็นมาใสในตัวเขา แล้วทำให้เชื่อมโยงกัน แต่ด้วยเลาที่มีจำกัดจึงทำให้ไม่สามารถลงลึกในแต่ละปมได้ หลายคนที่ดูแล้ว จึงรู้สึกเหมือนหนังทำได้ไม่สุด แต่ถ้าลองมองในอีกมุมมองหนึ่ง เด็กที่ใช้ชีวิตกับการเรียนรู้จากเทคโนโลยีนอกโลก ความรู้และทักษะชีวิตของเขามีเพียงเท่าที่คนบนโลกโปรแกรมไว้เท่านั้น ทำให้เข้าใจได้ว่าผู้กำกับพยายามทำให้เหมือนจริง เพราะหนังใช้หลักวิทยาศาสตร์ในการเล่าเรื่อง ทำให้คนดูไม่ต้องตีความซับซ้อน เพราะการใช้ชีวิตบนดาวดวงอื่นไม่ใช่เรื่องง่ายแน่นอน

ปมของหนังที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อเด็กชายจากดาวดวงอังคาร ได้พูดคุยและเปลี่ยนเรื่องราวในชีวิตกับเด็กสาวบนที่อยู่โลกมนุษย์ ความอยากรู้อยากเห็นของเขา จึงเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า เป็นเรื่องราวความรักที่ดูเป็นไปได้อยาก เพราะการ์ดเนอร์ไม่สามารถใช้ชีวิตบนโลกเราได้อย่างเด็กปกติ เรียกง่าย ๆ คือ ร่างกายของเขาไม่สามารถทนต่อแรงดันอากาศและสภาพแวดล้อมในโลกได้ แต่ปัญหานั้นก็ไม่ได้ทำให้ความอยากที่จะมาใช้ชีวิตบนโลกลดลง นอกจากปมเรื่องราวรักแล้ว ก็ยังมีปมเรื่องปัญหาครอบครัวเข้ามาด้วย แต่ในส่วนนั้นดูเหมือนว่าจะทำออกมาได้ไม่ดีเท่าไหร่ ภาพโดยรวมของหนังจึงเน้นไปที่ความรักของเด็กหนุ่มสาว ที่โรแมนติกและหน่วงความรู้สึกไปพร้อมกัน ถือว่าทำได้ดีในส่วนของหนังรัก แต่ประเด็นอื่นๆนั้นก็ขอพูดถึงเพียงเท่านี้ แนะนำว่าดูแบบชิล ๆ ไม่ต้องคิดอะไรมากจะดีกว่า

ถือว่าเป็นหนังรักโรแมนติกอีกเรื่อง ที่จะทำให้คุณได้ดื่มด่ำกับความชุ่มฉ่ำหัวใจ ในสไตล์รักใส ๆ ที่คงจะหาเจอในชีวิตจริงได้ยาก เป็นหนังที่เก็บไว้ดูเวลารู้สึกหม่นหมอง หรือท้อใจได้ดีระดับหนึ่งเลยล่ะ ดูแล้วจะสดใสมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างแน่นอน

 

John Wick 2014 แรงกว่านรก

ภาพยนตร์แนวแอ็คชั่นล้างผลาญ ที่ได้ดาราหนุ่มรุ่นใหญ่อย่าง คีอานู รีฟส์ ในวัย 50 มารับบทเป็นนักแสดงนำ หลังจากที่ช่วงก่อนหน้า ที่ผลงานของเขาไม่เป็นที่นิยมมากนัก ในส่วนของเนื้อหาในภาพยนตร์เรื่องนี้ เล่าถึงเรื่องราวของมือปืนระดับแนวหน้า ที่ต้องพบเจอกับความสูญเสีย และอยากที่จะวางมือจากวงการ ต้องขอชมว่า คีอานู รีฟส์ ถ่ายทอดอารมณ์และบทบาทออกมาได้ดีเกินคาดเลยล่ะ

เปิดฉากเล่าเรื่องราวของ จอห์นหรือ โจนาธาน วิค (คีอานู รีฟส์) อดีตมือปืนและนักฆ่าสุดโหดระดับพระกาฬ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น จริงจัง จอห์นสามารถคน 3 คนได้ด้วยดินสอเพียงแท่งเดียว โหดจนได้รับฉายาว่า “บาบายาก้า” เขาเพิ่งจะสูญเสียคนรักไปโดยไม่ทันตั้งตัว ความเจ็บปวดยังคงวนเวียนเป็นภาพหลอนอยู่ในหัว จอห์นเฝ้าถามว่าทำไมถึงต้องเป็นคนรักของเขาที่จากไป คำตอบที่เขาได้รับมีเพียงประโยคที่ว่า ชีวิตมันไม่มีเหตุผล วันนี้ก็เป็นเพียงแค่วันที่เศร้ากว่าวันอื่นแค่นั้น หลังจากที่คนรักของจอห์นจากไป เขาก็ได้รับลูกสุนัขของขวัญ เรียกได้ว่าเป็นของแทนใจชิ้นสุดท้ายที่แฟนสาวเตรียมไว้ให้ก่อนตาย แต่จอห์นก็มีความสุขกับเจ้าหมาน้อยได้ไม่นาน เขาก็ถูกแก๊งอันธพาลมาขโมยรถ และฆ่าน้องหมาสุดที่รักไปต่อหน้าต่อตา ด้วยความแค้นจอห์นจึงตามล่าพวกนั้น จนได้รู้ว่าคนที่ฆ่าหมาของเขา เป็นลูกชายของเจ้านายเก่า ด้วยความเสียใจ ที่ต้องเสียสิ่งที่รักไปพร้อมกันในเวลาอันสั้น และความโกรธแค้นนั้นทำให้เขาต้องกลับเข้ามาในโลกของนักฆ่าอีกครั้ง

จอห์นออกตามล่าโดยไม่สนใจว่าคนคนนั้นจะเป็นลูกชายของผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในรัสเซีย ฉากการต่อสู้ของหนังเรื่องนี้อาจจะไม่รุนแรงสมจริงมากนัก เพราะดูเหมือนผู้กำกับจะตั้งใจทำให้ฉากแอ็คชั่น ออกมาดูแฟนซีและมีความสวยงามในทุกอิริยาบถ เพลงประกอบสามารถสร้างความเร้าใจ และทำให้มีอารมณ์ร่วมกับหนังได้มากขึ้น ก็ถือว่าเป็นการผสมผสานที่ลงตัว เนื้อเรื่องแม้จะไม่ได้แปลกใหม่ สามารถเดาทางและฉากต่อไปได้แบบง่าย ๆ แต่ตัวละครมีความเด่น และน่าสนใจมาก ๆ ถ้าดูผ่าน ๆ ก็อาจจะสับสนว่าใครเป็นตัวเอกได้ เนื้อเรื่องยังมีช่วงเดตแอร์อยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นผลงานที่ดีและได้รับความนิยมที่สุดในรอบ 10 ปีของคีอานู รีฟส์ ถือว่าเป็นการคืนฟอร์มแบบมีสไตล์มาก เพราะเรื่องนี้เขาแสดงบทบาทการต่อสู้ออกมาได้ดี และในส่วนของบทเองก็เข้ากับเขามากเลยทีเดียว

สำหรับใครเป็นคอหนังสายแอ็คชั่นคงไม่พลาดอยู่แล้ว ส่วนคนที่อยากหาหนังมันส์ ๆ ดูยามว่าง เรื่องนี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ รับรองว่าสนุกถึงใจแน่นอน

 

Begin Again เพราะรักคือเพลงรัก

วันนี้เราจะพาไปรู้จักกับภาพยนตร์แนวโรแมนติกปนดราม่าเล็ก ๆ จากผู้กำกับ จอห์น คาร์นีย์ ที่นำแสดงโดยนักแสดงคุณภาพอย่าง เคียรา ไนต์ลีย์มาร์ก ราฟฟาโล่เฮลี สไตน์เฟลด์ และนักร้องหนุ่มชื่อดังอย่าง อาดัม เลอวีน ที่เนื้อเรื่องพยายามพูดถึงการเริ่มต้นใหม่ หลังจากเจอเหตุการณ์ร้าย ๆ ในชีวิต พร้อมกับเป็นเจ้าของบทงานเพลง ลอสสตาร์ ที่เนื้อเพลงเล่าถึงการตามล่าความฝันและเส้นทางชีวิตแสนไพเราะ ที่ต้องลองฟังสักครั้งในชีวิต

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อหนุ่มใหญ่อย่าง แดน มัลลิแกน (มาร์ก รัฟฟาโล) ผู้บริหารค่ายเพลงในนครนิวยอร์ก ที่กำลังเจอกับปัญหาใหญ่ เมื่อไอเดียของเขานั้นล้าสมัย และไม่เป็นที่นิยม จึงทำให้เขาถูกไล่ออกจากบริษัทของตัวเอง ฉากนี้พยายามสื่อถึงคนที่ท้อแท้หมดหวัง และหมดกำลังใจในตัวเองถึงขีดสุด ซึ่งเป็นมุมมองที่ดีในการนำเสนอแนวทางแก้ไขให้กับคนที่กำลังประสบปัญหาเหล่านี้อยู่ โดยเนื้อเรื่องดำเนินในแบบที่ตัวละครสิ้นหวัง แต่ไม่ได้สิ้นคิด เขายังคงหวังว่าจะเจอไอเดียใหม่ๆเพื่อที่จะได้กลับไปยึดบริษัทของตัวเองคืน จนมาเจอกับ เกรต้า (เคียรา ไนต์ลีย์) นักร้องและนักแต่งเพลงสาวสวย ที่โดดเด่นและโดดเดี่ยว แดนจึงพยายามชักชวนให้เธอมาทำผลงานเพลงกับเขา เพราะเขาเชื่อว่าเพลงของเกรต้าจะต้องดังและเป็นที่นิยมอย่างแน่นอน

ในตอนแรกที่เจอกับผู้บริหารที่ไร้บริษัทอย่างแดนนั้น เกรต้าก็ไม่มั่นใจที่จะไปเสี่ยงกับเขา เพราะเธอมีแฟนหนุ่มเป็นศิลปินชื่อดังคอยดูแลอยู่แล้ว แต่เมื่อเธอได้รู้ความจริงว่า  เดฟ โกห์ล (อาดัม เลอวีน) แฟนของเธอนั้นหักหลังเธอด้วยการแอบไปมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้หญิงในช่วงที่เขาไปโปรโมทอัลบั้ม ทำให้เกรต้าตัดสินใจหันหลังให้กับคอนโดหรูและมาอาศัยอยู่กับเพื่อนนักดนตรีของเธอแทน เนื้อเรื่องเล่าถึงความเจ็บปวดจากการถูกหักหลังได้อย่างครบรส และสื่อถึงเรื่องราวที่เจ็บปวดของเกรต้ากับแดนได้อย่างชัดเจน จะสังเกตได้ว่าทั้งตนนั้นมีสิ่งหนึ่งที่คล้ายกันนั่นคือ การโดนคนที่ไว้ใจหักหลัง ซึ่งตัวละครก็ทำออกมาได้ดีทีเดียว ส่วนอีกหนึ่งฉากที่เป็นฉากประทับใจและน่าจดจำมาก ๆ นั่นก็คือ ตอนที่เดฟแฟนเก่าของเกรต้า นำเพลงที่เธอแต่งให้เขาตอนที่อยู่ด้วยกันสองคนขึ้นแสดงบนเวลา เป็นฉากที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด และความรู้สึกคาดหวังที่จะได้รับการอภัยของฝ่ายชาย บวกกับความเสียใจเมื่อต้องคิดถึงเรื่องราวเก่า ๆ และการตัดสินใจที่จะไม่กลับไปอยู่ในจุดเดิมอีกครั้งของฝ่ายหญิง เรียกได้ว่าเป็นฉากที่อึดอัดและอยากร้องไห้ตามไปด้วยจริง ๆ

เป็นภาพยนตร์คุณภาพอีกเรื่องที่นอกจากเนื้อเรื่องจะให้ข้อคิดในการต่อสู้กับปัญหาในชีวิตอย่างมากมายแล้ว ในส่วนบทเพลงแนวบัลลาดที่ใช้ประกอบในเรื่องนั้นก็ยังเพราะติดหูสุดๆ เลยด้วย ลองเปิดใจดูกันสักครั้งนะ