The Favorite หนังชิงดี ชิงเด่น เล่นประเด็นริษยาแบบละครไทย

เมื่อปี 2016 เราได้ฮือฮากับหนังอินดี้เข้าถึงยากอย่างเรื่อง The Lobster กันมาแล้ว ซึ่งต้องยอมรับเลยว่า แม้หนังกุ้งมังกรเรื่องนั้นจะเต็มไปด้วยสัญลักษณ์และการตีความต่าง ๆ แต่กลับกลายเป็นหนังที่นักวิจารณ์ต่างก็ให้คุณค่าและให้คะแนนกันสูงมาก ใครจะรู้ว่าผ่านมา 2 ปี ผู้กำกับ Yorgos Lanthimos จะหันมาทำหนังย้อนยุค ออกแนวนางร้าย ชิงดี ชิงเด่น ที่ดูสนุก มีคลาส และที่สำคัญ เข้าถึงง่าย เข้าใจง่าย และเป็นมิตรกับคนดูมากขึ้นเยอะเลย

The Favorite เป็นหนังย้อนยุค เป็นเรื่องราวในช่วงสงครามอังกฤษกับฝรั่งเศส โดยอังกฤษมีสมเด็จพระราชินีแอนน์ (โอลิเวีย โคลแมน) เป็นผู้ปกครองประเทศ และทรงมีสหายคนสนิท ชื่อเลดี้ซารา หรือซาราห์ เชอร์ชิล (เรเชล ไวซ์) ที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งเกินกว่าการเป็นเพียงสหาย แถมยังทรงไว้วางใจให้ดูแลราชการบางอย่างแทนอีกด้วย และเมื่อวันหนึ่งสาวสวยที่ชีวิตตกอับอย่างอบิเกล ฮิลล์ (เอ็มม่า สโตน) เข้ามาในวังจึงเกิดสนามรบระหว่างเลดี้ทั้งสอง เพื่อแย่งชิงตำแหน่งตนโปรดของควีนแอนน์นั่นเอง ประเด็นน่าสนใจอยู่ที่ ซาราห์ เชอร์ชิล กับควีนแอนน์ เป็นเพื่อนกันมาแต่เล็กแต่น้อย และเพราะความสนิทแบบเพื่อน ความผูกพันของผู้หญิงที่ใช้ชีวิตใกล้ชิตกันมาทั้งชีวิต เมื่อควีนแอนน์ได้ขึ้นปกครองประเทศ ซาราห์จึงได้ขึ้นเป็นคนสนิท และเธอก็รู้ใจ และรู้วิธีรับมือ ควีนแอนน์เป็นอย่างดี และด้วยแนวคิดของซาราห์นั้นฝักใฝ่และหนุนให้เกิดสงครามกับฝรั่งเศส เธอจึงเป็นผู้ชักใยพระราชินีให้ก่อสงคราม ทำให้เสียงในพระราชสำนักแบ่งเป็น 2 ฝ่ายคือฝ่ายหนุนสงคราม และฝ่ายคัดค้าน และเมื่อเอบิเกลเข้ามาก็ต้องทำเพื่อความอยู่รอด สาวหัวสูงอย่าง อบิเกล ฮิลล์ จึงเลือกฝ่ายตรงข้ามกับซาราห์ เชอร์ชิล

เป็นหนังที่เสนอทั้งเกมริษยาของเหล่าสตรี และเสนอเกมการเมือง จุดเด่นคือเป็นหนังย้อนยุคที่สะท้อนภาพผู้หญิงร้าย ๆ ที่คงถูกจริตคนไทย ทั้งควีนแอนน์ ซาร่าห์ และเอบิเกลเล่นดีและเข้าถึงบทบาทมาก เอมม่า สโตนนอกจากจะสวยมาก ๆ แล้ว บอกเลยว่าการแสดงของเธอมีเสน่ห์จนยากจะละสายตาเลยทีเดียว และที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือโอลิเวีย โคลแมน กับบทของควีนแอนน์ ผู้มีจิตใจและอารมณ์ไม่ค่อยปกติ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เอาแต่ใจ และมีปมสมัยเด็ก ซึ่งลิเวียถ่ายทอดความเป็นตัวละครนี้ออกมาได้สมบูรณ์แบบมาก ๆ  สำหรับราเชล ไวซ์ ก็แสดงบทผู้หญิงฉลาดร้าย และมีซีนอารมณ์ที่ตราตรึงมากเช่นกัน หนังเรื่องนี้การรันดีความมีคลาสและคุณภาพด้วยการเข้าชิงออสการ์ปี 2019 ถึง 10 สาขา ซึ่งก็คว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงมาครองได้ สำเร็จ สำหรับชาวสาวกละครหลังข่าวที่อยากเปลี่ยนมาเข้าชมหนังโรงไม่ควรพลาดเรื่องนี้เลย เพราะเป็นหนังฝรั่งที่มีความเป็นละครน้ำเน่า น่าหมั้นไส้ น่าหงุดหงิด แต่น่าดูมาก

Roma ความเรียบง่ายที่งดงามและติดตรึงในความทรงจำ

ใครจำหนังวัยรุ่น Coming of Age เรื่องนั้นได้บ้าง “And your mother too” หรือภาษาสเปน “Y Tu Mamá También” หนังสัญชาติเม็กซิโกเรื่องนั้นกำกับโดย ‘อัลฟอนโซ กัวรอน’ ออกฉายปี 2001 และถูกแบนในประเทศไทย เพราะหนังค่อนข้างมีฉากโป๊เปลือยเยอะ แต่ไม่รู้ทำไมพอดูแล้วมันมีความรู้สึกแปลก ๆ ติดอยู่ในใจ ทุกวันนี้พอเห็นหนังเรื่องไหนมีชื่อผู้กำกับคนนี้ เราจะสนใจหนังเรื่องนั้นทันที และทุกครั้งที่ดูจบเราก็จะเกิดความรู้สึกแปลก ๆ ทุกทีสิน่า เช่น Harry Potter and the Prisoner of Azkaban (2004) Children of Men (2006) Gravity (2013) และล่าสุดก็คือ Roma (2018)

Roma เป็นหนังขาวดำ ภาษาสเปน มีฉากหลังเป็นประเทศเม็กซิโก ในยุค 1970s เล่าเรื่องราวของสาวใช้คนหนึ่งที่ทำงานในบ้านของครอบครัวชนชั้นกลาง หนังเดินเรื่องโดยสาวใช้ คนนี้มีชื่อว่าคลีโอ เธอทำงานบ้านและช่วยดูแลลูก ๆ ของนายจ้าง เราจะเห็นว่าในเรื่องคลีโอมีความรักและคอยดูแลเอาใจใส่เด็ก ๆ ทั้งสี่คนมาก และเด็ก ๆ ต่างก็รักเธอ ระหว่างที่ทำงานเธอได้คบหาแฟนหนุ่มจนตั้งท้อง แต่พอคลีโอบอกเรื่องท้องกับแฟนเขากลับหนีหน้าและหายตัวไป หนังถ่ายทอดเรื่องราวหลัก ๆ อยู่ 2 ส่วนคือ เส้นเรื่องที่เป็นเรื่องราวการดำเนินชีวิตแบบชนชั้นยากจนของคลีโอ เธอเป็นเพียงสาวชาวบ้านชนบท เข้ามาทำงานเป็นสาวใช้ในเมือง และพยายามใช้ชีวิตแต่ละวันให้ผ่านไปได้ด้วยดี เป็นตัวละครที่ต้องพบกับช่วงเวลายากลำบากในชีวิตและพยายามที่จะก้าวผ่านไปให้ได้ด้วยการพึงพาตัวเอง แต่ขณะเดียวกันเธอก็ได้รับความช่วยเหลือฉันท์เพื่อนมนุษย์จากนายจ้างที่เห็นใจและช่วยเหลือเธอเหมือนคนในครอบครัว และอีกส่วนหนึ่งเป็นเส้นเรื่องที่เป็นเรื่องราวของครอบครัวนายจ้างของคลีโอ สะท้อนวิธีครอบครัวชนชั้นกลางในเม็กซิโก ปัญหาการหย่าร้าง แสดงให้เห็นความไร้เดียงสาของเด็ก ๆ ที่ไม่รู้ว่าการหย่าร้างของพ่อแม่นั้นเป็นเรื่องที่เจ็บปวดใจแค่ไหน แต่ที่เห็นได้ชัดคือเด็กทุกคนรักคลีโอมาก และคลีโอเองก็นักและห่วงใยเด็ก ๆ มากเช่นกัน ซึ่งฉากจบของเรื่องก็สื่อความรักนั้นออกมาจนน่าขนลุก

                ล่าสุดหนังเรื่องนี้ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ปี 2019 ถึง 10 สาขา (รวมถึงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี) และชนะมาถึง 3 สาขา ได้แก่ ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม และกำกับภาพยอดเยี่ยม ว่ากันว่า อัลฟอนโซ กัวรอน ทำหนังเรื่องนี้เพราะต้องการบอกเล่าและกล่าวขอบคุณพี่เลี้ยงในวัยเด็กของเขา จึงไม่แปลกใจเลยที่ หนังฉายให้เห็นเรื่องราวที่เป็นวิถีธรรมดาสามัญของครอบครัว ฉายความรักที่งดงามไร้เดียงสาของสาวใช้กับเด็ก ๆ  ส่วนตัวแล้วมีความรู้สึกว่าโรมาเป็นหนังที่ภาพสวย ถ่ายทอดออกมาได้ดีทั้งอารมณ์และความรู้สึก เป็นหนังที่ไม่ได้เน้นปมขัดแย้ง ไม่มีไคลแมกซ์ที่สร้างความปวดใจรุนแรง แต่อารมณ์การเดินเรื่องแบบราบเรื่อยของหนังนั้น ทำให้หนังงดงามและน่าประทับใจ

Cloud Atlas หยุดโลกข้ามเวลา

ภาพยนตร์เรื่องนี้ ดัดแปลงจากหนังสือนิยาย เมฆาสัญจร (Cloud Atlas) ของเดวิด มิตเชลล์ เขียนบทและกำกับโดย Lana และ Andy Wachowski และ Tom Tykwer เป็นหนังที่ลำดับภาพได้ตื่นตาตื่นใจดี ตัดภาพเล่าเหตุการณ์ประสานเรื่องราวไปมา ช่วงแรกคนดูอาจจะดูไม่รู้ว่าหนังฉายภาพภาพนั้นภาพนี้นั้น หนังต้องการโฟกัสอะไร หรือว่าหนังต้องการจะบอกให้เรารู้อะไร แต่ค่อย ๆ ดูไปก็จะ “คล้อยตาม” ไปได้ทั้งหมด

Cloud Atlas หรือชื่อไทย หยุดโลกข้ามเวลา เป็นการเล่าเรื่อง 6 เรื่อง ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่ต่างกัน (หรืออาจเรียกว่าชาติภพเลยก็ได้) แต่ละเรื่องเชื่อมกันไว้ด้วยปานรูปดาวหาง ที่อยู่บนตัวของตัวละคร 6 คน แต่จะว่าไปมองอีกมุมหนึ่งก็เข้าใจได้ว่าหนังเชื่อมโยงกันไปหมดทุกตัวละครนั่นแหละ ทุกคนมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันมาทุกชาติทุกภพ 6 เรื่องราว 6 ชาติภาพนั้น มีดังนี้

 – บันทึก (อดัม อีวิง)

– จดหมายถึงคนรัก (โรเบิร์ต โฟรบิเชอร์)

– บทความข่าวหรือต้นฉบับชื่ออะไรหว่าอ่านไม่ทัน (หลุยซ่า เรย์)

– นิยายชีวิตที่ถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์ (ทิโมที คาเวนดิช)

– คำให้การ (ซอนมี-415)

– การเล่าความหลังให้หลาน ๆ ฟัง (แซคคารี่)

       หนังเรื่องนี้ได้ นักแสดงยอดฝีมือของฮอลีวูดมาร่วมแสดงมากมาย ทั้งทอม แฮงค์, ฮัลลี่ เบอรี่, ฮิว แกรนต์, ฮิวโก้ วีฟวิ่ง,จิม สเตอเจส เพราะฉะนั้นฝีมือการแสดงนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องการเข้าถึงบทบาท และการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก ทุกเรื่องจะมีจุดเชื่อมถึงกัน ทำให้รู้ว่าเรื่อง 6 เรื่องนี่มันเกิดกันคนละเวลา คนละสมัย อีกอย่างคือภายใต้เรื่องของตัวละครหลักของเรื่องหนึ่ง ก็จะมีตัวละครหลักของเรื่องอื่นมาเป็นตัวประกอบ ตรงนี้เองที่ทำให้เห็นว่า อย่าไปจริงจังอะไรกับชาติหน้าเลยว่าเราเคยเป็นคนสำคัญหรือคนยิ่งใหญ่น่าจดจำในชาตินี้แล้วชีวิตชาติหน้าจะสุขสบาย ความสุขสบายใจไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ทำในชาตินี้หรือชาติหน้า แต่ทุกอย่างมันอยู่ที่ตัวเราในปัจจุบันว่าจะเลือกเส้นทางและสร้างความสุขใจให้ตัวเองและคนรอบข้างแบบไหน โดยสาระของหนังนั้น เท่าที่พอจะสรุปได้นั้นจะกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิด มีลักษณะของปรัชญาพระพุทธศาสนา พูดถึงการโอบอ้อมอารีเพื่อนมนุษย์ การเห็นคุณค่าของชีวิต (ทั้งชีวิตผู้อื่นและชีวิตตนเอง) และผลของกรรมที่ตามผู้กระทำไปทุกภพทุกชาติ แต่หนังไม่ได้บอกออกมาตรง ๆ แบบบอกโต้ง ๆ ว่าเป็นอย่างนั้น ๆ อย่างนี่ แต่เป็นลักษณะเรื่องเล่าที่ผ่านมุมมองของคน 6 คน ที่เล่าเรื่องของตนเองผ่านวิธีต่างกันไป

     รู้สึกชอบและตื่นเต้นกับการเล่าเรื่อง มันทำให้เราดูได้เรื่อย ๆ โดยไม่ต้องมาคลิกดูเวลาเลยว่าเมื่อไหร่หนังจะจบ และ ชอบเพลง Cloud Atlas Sextet มันเรียกน้ำตานะ แอบคิดว่า Cloud Atlas: เมฆาสัญจร (ชื่อไทยของเวอร์ชันหนังสือ) น่าจะเหมาะกว่า หยุดโลกข้ามเวลา (ชื่อไทยของเวอร์ชันหนัง) ที่สำคัญคือ เรื่องทั้งหมดมันมีลักษณะเป็นเรื่องเล่า เป็นรูปแบบของนิยาย (จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้อยากอ่านฉบับหนังสือ) มันเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นนะเมื่อนึกถึงงานเขียนแบบนี้ สรุปว่า เป็นหนังน่าดูอีกเรื่องหนึ่ง ที่คู่ควรแก่การพูดถึงเมื่อเวลาผ่านไป…เราจะยังสามารถชื่นชมหนังเรื่องนี้ได้ว่าเป็นหนังที่เล่าเรื่องได้น่าติดตามมาก

Black Mirror: Bandersnatch คุณจะเลือกตอนจบแบบไหน?

Bandersnatch กำกับโดย David Slade เป็นหนึ่งเรื่องราวของซีรีส์ Netflix ฝั่งอังกฤษชื่อ Black Mirror หนังต้องการนำเสนอผลกระทบจากเทคโนโลยีใหม่ที่มีความเป็นดาบสองคม ได้ดาราหนุ่ม Fionn Whitehead มารับบทนำ ซึ่งเขาได้เคยฝากฝีไม้ลายมือการแสดงในหนังชื่อดังอย่าง Dunkirk เมื่อปี 2017 มาแล้ว

ตัวเอกของเรื่อง Stefan Butler เด็กหนุ่มอายุ 19 ปี ที่นำเกมมาเสนอให้บริษัทเกม และเขาได้พยายามสร้างเกมที่ซับซ้อนให้เสร็จทันกำหนดส่งกับบริษัทเกม แต่บางสิ่งบางอย่างก็ไม่เป็นใจเอาซะเลย ทำให้เขาต้องการที่จะเริ่มสร้างใหม่ หากแต่ว่าที่จะเริ่มเขียนใหม่เป็นเกมในชีวิตจริงของเขาชื่อเกม Bandersnatch และนี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวหลากหลายที่นำไปสู่จุดจบหลายรูปแบบ จุดที่น่าสนใจของเรื่องนี้ การเดินเรื่องคล้าย ๆ การเล่นเกม มีการเว้นช่วงให้เลือกการกระทำ จึงทำให้มีทางเลือกการกระทำหลายทาง ทีนี้ในหนังก็จะมีหลายเส้นเรื่อง (เหมือนเรื่องราวในโลกคู่ขนาน ที่ต่างเรื่องต่างดำเนินไปในโลกของตัวเอง) มีแนวคิดที่ว่า “ลองใหม่อีกครั้ง” ที่ตัวเอกกลับไปเขียนเรื่องราวของตัวเองใหม่ เราอาจจะเห็นฉาก ๆ หนึ่งซ้ำ ๆ อยู่หลายรอบ (ก็คือการวนลูปกลับไปเริ่มใหม่) และก่อนที่เส้นเรื่องใหม่จะเริ่มขึ้นก็จะมีการวนลูปของฉากก่อนหน้า มีความยาวประมาณสามวินาทีอยู่ประมาณสี่ถึงห้ารอบ ซึ่งส่วนนี้ทำให้คนดูรู้สึกมีส่วนร่วมเหมือนตัวเองเป็นคนเล่นเกมแบนเดอร์สแนตช์จริง ๆ มันทั้งรู้สึกกดดัน เครียด หงุดหงิด เหมือนตอนเล่นเกมแล้วไม่ผ่านด่านสักที จนบางทีรู้สึกอยากจะเลิกเล่นเอาดื้อ ๆ หนังเรื่องนี้ก็เหมือนกัน ดูไปได้สักพักจะมีความรู้สึกอยากจะเลิกดูเอาดื้อ ๆ แต่ก็ตัดสินใจดูต่อเพราะยังอยากรู้เรื่องราวต่อว่าจะดำเนินไปแบบไหนและมีจุดจบยังไง และด้วยความที่มีเส้นเรื่องหลากหลาย และประเด็นในแต่ละเรื่องที่หนังหยิบมาเล่าล้วนเกิดกับบุคคลรอบ ๆ ตัวซึ่งมีบทบาทต่อชีวิตบัตเลอร์ค่อนข้างมาก ประกอบกับที่บัตเลอร์เองมีปมในใจมาตั้งแต่เด็ก ทำให้เราเชื่อว่าจุดจบแต่ละแบบที่หนังนำเสนอมามีความเป็นไปได้ และไม่เกินจริงเลย ซึ่งส่วนนี้ต้องชื่นชมทีมเขียนบทว่าทำการบ้านมาดีมาก แต่ใช่ว่าหนังทั้งเรื่องจะมีแต่เรื่องเครียด ๆ เสมอไป หนังยังนำเสนอมุขขำ ๆ มาดึงอารมณ์คนดูอย่างเราไม่ให้เครียดจนเกินไป ยังมีมุขน่ารัก ๆ มีการแซะโฆษณาแอบแฝงไว้อย่างแนบเนียน

                หนังเรื่องนี้ได้หยิบเรื่องราวหลากหลายประเด็นมาเล่าไม่ว่าจะเป็น ประเด็นด้านจิตวิทยา พฤติกรรมการลอกเลียนแบบ การนำเสนอเรื่องราวของฆาตกรโหด อุตสาหกรรมสื่อวีดีทัศน์ หรือแม้แต่ประเด็นการใช้สารหลอนประสาท ซึ่งเรื่องเหล่านี้ต่างก็เคยถูกหยิบมาถ่ายทอดในรูปแบบของภาพยนต์มาบ้างแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ Bandersnatch แตกต่างคือรูปแบบการนำเสนอ นั่นคือการจำลองการใช้ชีวิตของคน ๆ หนึ่งให้อยู่ในเกม เป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลกใหม่ และถึงแม้ว่าหนังจะมีเนื้อหาเยอะ มีเรื่องราวหลายส่วน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือมีหลายเส้นเรื่องที่ดำเนินไปพร้อม ๆ กัน แต่หนังตัดต่อออกมาให้เข้าใจง่ายและน่าติดตาม ประกอบกับการแสดงของหนุ่มไวท์เฮดก็ดีและเอาคนดูอยู่ได้ดีเลยทีเดียว