Superman Doomsday วาระสุดท้าย วันตายของซูเปอร์แมน ซูเปอร์แมนดูมส์เดย์

ภาพยนต์อนิเมชั่น Superman : Doomsday ศึกมรณะดูมส์เดย์ ซูเปอร์แมนเป็นฮีโร่จากนอกโลกที่คนทั้งโลกรักและไว้ใจเขามาช้านาน ในฐานะผู้ปกป้องโลกและปราบวายร้าย จนทำให้เขากลายเป็นศัตรูของอาชญากรที่มีอยู่ทั่วโลกเช่นกัน หนึ่งในนั้นก็คือเล็กซ์ ลูเธอร์ เจ้าของธุรกิจยักษ์ใหญ่เล็กซ์คอร์ป ที่เปิดองค์กรการกุศลขึ้นมาบังหน้าเพื่อทำธุรกิจผิดกฎหมายและผิดศีลธรรม เขากับซูเปอร์แมนจึงไม่ลงรอยกันนัก

ในขณะที่ซูเปอร์แมนปลอมตัวเป็นคลาร์ก เคนท์ นักข่าวหนุ่มของเดลี่แพลเน็ตกำลังเดินทางไปอัฟกานิสถาน คนงานของเล็กซ์คอร์ปที่กำลังขุดเจาะสำรวจใต้ดิน ได้ค้นพบวัตถุประหลาดที่คาดว่าเป็นยานต่างดาว ทันใดนั้นเสียงระเบิดก็ดังขึ้น สิ่งที่ออกมาจากข้างในคือดูมส์เดย์ เครื่องจักรสังหารที่จะคร่าทุกชีวิตที่ขวางหน้า หุ่นสังหารฆ่าคนไปตลอดทางที่ผ่าน และก็ถึงคราวที่ซูเปอร์แมนต้องออกโรง เมื่อจับสัญญาณได้ซูเปอร์แมนก็รีบตรงไปยังดูมสเดย์ทันที การปะทะกันก็เริ่มขึ้น

ศึกครั้งนี้ดูเหมือนจะหนักเกินไปสำหรับซูเปอร์แมน เขาใช้พลังทั้งหมดที่มี ก็ไม่อาจที่จะทำอะไรเจ้าหุ่นสังหารนั้นได้เลยแม้แต่น้อย ในขณะที่ซูเปอร์แมนกำลังหมดทางสู้และตกอยู่ในเงื้อมมือของดูมส์เดย์ เสียงเด็กน้อยคนหนึ่งก็ร้องขึ้น ดูมส์เดย์ละมือจากซูเปอร์แมนแล้วตรงไปยังเด็กคนนั้น ทันใดนั้นซูเปอร์แมนก็ใช้พลังเฮือกสุดท้าย จับดูมส์เดย์ได้เหาะขึ้นฟ้าแล้วกลับลงมาอย่างเร็ว ทั้งคู่ต้องปะทะกับชั้นบรรยากาศจนไฟลุก และเสียงระเบิดดังกึกก้องเมื่อลงมะกระแทกกับพื้น แล้วซุเปอร์แมนก็สิ้นใจไปพร้อมกับดูมส์เดย์

คนทั้งโลกต่างเศร้าโศกเสียใจและร่วมไว้อาลัยให้กับซูเปอร์แมน ไม่เว้นแม้แต่ เล็กซ์ ลูเธอร์ ผู้ที่ไม่เคยชอบซูเปอร์แมนก็มาร่วมงานศพ เขามาไว้อาลัยหรือว่ามีแผนการอะไรกันแน่

หลังจากที่ซูเปอร์แมนตาย ความวุ่นวายในเมืองก็เริ่มขึ้น คนร้ายบุกปล้นและก่ออาชญากรรมไม่เว้นแต่ละวัน จู่ ๆ ซูเปอร์แมนก็โผล่ขึ้นมา ไหนว่าซูเปอร์แมนตายไปแล้ว แล้วเขาคนนี้คือใคร ซูเปอร์แมนฟื้นคืนชีพอย่างนั้นหรือ?

ผู้คนดีใจที่ได้เห็นซูเปอร์แมนกลับมา แต่การกลับมาครั้งนี้ของเขาไม่เหมือนเดิม นิสัยของเขาเปลี่ยนไป เขากลายเป็นคนร้ายในสายตาผู้คน ทำไมเขาถึงเปลี่ยนไป? โลอิส แฟนสาวของเขาเกิดสงสัย จึงชวนจิมมี่เพื่อนนักข่าวบุกเข้าไปสืบที่เล็กซ์คอร์ป ทั้งสองได้พบกับร่างโคลนนิ่งของซูเปอร์แมนที่มีอยู่เป็นกองทัพ ที่แท้ซูเปอร์แมนที่กลับมานั้นเป็นร่างโคลนนิ่ง และเกิดจากการปรับแต่งนิสัยจาก เล็กซ์ ลูเธอร์ เพื่อที่จะเปลี่ยนให้พวกเขาเป็นซูเปอร์แมนวายร้าย และเล็กซ์ ลูเธอร์ มีแผนที่จะสร้างกองทัพซูปเปอร์แมนขึ้นมา

แล้วซูปเปอร์แมนตัวจริงอยู่ที่ไหน เล็กซ์ ลูเธอร์ จะสร้างกองทัพซูเปอร์แมนวายร้ายขึ้นมาได้สำเร็จหรือไม่ และถ้าซูเปอร์แมนตัวจริงได้ตายไปแล้ว ใครจะเป็นผู้ปกป้องโลก ติดตามได้ในภาพยนตร์อนิเมชั่นSuperman : Doomsday ศึกมรณะดูมส์เดย์

จากสิงโตน้อยสู่เจ้าป่าผู้กล้าหาญ The Lion King

The Lion King เรื่องราวของสิงโตน้อยลูกเจ้าป่าที่เกิดมาเพื่อเป็นว่าที่เจ้าป่าคนต่อไป เป็นสิงโตที่เก่งและฉลาดตั้งแต่เล็ก รวมทั้งซนไม่น้อยไปกว่ากัน ในขณะที่สิงโตน้อยกำลังเรียนรู้ที่จะเป็นเจ้าป่า บาซ่าพ่อของเขาก็ถูกสกาผู้เป็นน้องชายวางแผนสังหารแล้วขับไล่ซิมบ้าออกจากฝูง จนเมือเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่จึงได้กลับมาทวงบัลลังค์เจ้าป่าคืน

ท่ามกลางทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ กับสัตว์ป่าหลากหลายสายพันธุ์ที่อาศัยอยู่รวมกัน สิงโตน้อยกำเนิดขึ้นมาท่ามกลางอ้อมกอดของพ่อและแม่ ก่อนที่ผู้เฒ่าวานรจะพาเขาไปชูขึ้นเหนือหัวให้สัตว์ทั้งหลายได้เห็นว่าที่ราชาแห่งป่าคนใหม่ของพวกเขา เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ที่มาแสดงความยินดีต่างโห่ร้องกึกก้องลั่นทุ่ง

ซิมบ้าสิงโตน้อยเกิดมาท่ามกลางการเคารพนับนับถือของสัตว์ทั้งหลายในทุ่งหญ้าแห่งนั้น แต่บาซ่าบิดาของเขาซึ่งเป็นเจ้าป่าก็ยังกังวล เพราะสกาผู้ซึ่งเป็นน้องชายของเจ้าป่าเฝ้ารอที่จะแย่งชิงตำแหน่งตลอดเวลา ทำให้สิงโตน้อยมีศัตรูตั้งแต่เขายังเล็ก ซิมบ้าเริ่มเรียนรู้การเป็นเจ้าป่าจากพ่อผู้เป็นราชาแห่งป่าได้อย่างรวดเร็ว และหัวใจเขาพองโตยิ่งกว่าตัวน้อย ๆ ของเขาซะอีก ทำให้เขามักพูดกับพ่อเสมอว่า “ผมไม่ใช่เด็กแล้วนะ” ทั้งที่ตัวของเขายังเล็กกะจิดริด ซิมบ้าสิงโตน้อยจอมซนชอบออกท่องเที่ยวไปทั่วอาณาจักร ยิ่งดินแดนต้องห้ามยิ่งเป็นที่ ๆ เขาชอบ แต่ตัวเขาก็ยังเล็ก และเสียงคำรามของเขาก็ยังสร้างความขบขันให้กับผู้ที่ได้ยินอยู่เสมอ

ซิมบ้าว่าที่เจ้าป่าตัวน้อยที่ทั้งดื้อทั้งซน มีเพื่อนสิงโตสาวตัวเล็กวัยเดียวกันชื่อว่าลาล่า และชอบไปไหนมาไหนด้วยกันทุกครั้ง รวมทั้งความหวังของฝูงที่ฝากไว้กับเจ้าชายตัวน้อยที่ดื้อซน กล้าหาญ และชอบหาเรื่องใส่ตัวอยู่เสมอ แล้วในวันหนึ่งซิมบ้าเจ้าชายตัวน้อยที่กำลังเรียนรู้ที่จะเป็นเจ้าป่า และอนาอนาคตอันสดใสในวัยเด็กของเขาก็จบลง เมื่อสกาอาของเขาได้วางแผนฆ่าเขาและพ่อเพื่อชิงตำแหน่งเจ้าป่า พ่อของเขาสละชีวิตเพื่อช่วยชีวิตเขาไว้ หลังจากนั้นซิมบ้าก็ถูกขับออกจากฝูง สกาขึ้นมาเป็นเจ้าป่า และพาพรรคพวกฮายีน่าออกมาล่าเหยื่อจนทำให้ฝูงต้องขาดแคลนอาหาร

ฝ่ายซิมบ้าได้ออกเดินทางไปเรื่อยจนได้พบกับเพื่อนใหม่เป็นเมียร์แคทกับหมูป่า ซิมบ้าได้เรียนรู้และใช้ชีวิตอยู่ในป่ากับเพื่อนทั้งสอง เขาเติบใหญ่และพร้อมจะเป็นผู้นำ แล้วซิมบ้าก็กลับมาหาฝูงเพื่อต่อสู้ชิงตำแหน่งเจ้าป่าคืนจากสกาอาของเขา และในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จ ซิมบ้าได้เป็นเจ้าป่าและคืนความสงบสุขให้กับฝูงและทุ่งหญ้าแห่งนั้น มาดูกันว่าการต่อสู้ระหว่างสกากับซิมบ้านั้นจะดุเดือดแค่ไหน ซิมบ้าจะสู้กับสกาสิงโตจอมเล่ห์เหลี่ยมได้อย่างไร และสกาจะตอบโต้ด้วยวิธีไหน มาติดตามกันได้ใน The Lion King

Summer Wars เรื่องวุ่น ตระกูลใหญ่ อนิเมชั่นที่ทำให้หัวใจคุณพองโต

Summer Wars เป็นอนิเมชั่นญี่ปุ่นแนวไซไฟ เปิดตัวที่ประเทศญี่ปุ่นปี 2009 และเข้าฉายในไทยปี 2012 เรื่องราวอยู่ในยุคที่ทุกสิ่งทุกอย่างจัดการได้ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์ที่เปรียบเป็นโลกเสมือนจริง และมีชื่อเรียกว่า ออซ แต่ละคนในโลกความจริงจะสร้างตัวตนอวตารขึ้นในโลกเสมือนหรือ ออซ เพื่อจัดการเรื่องราวต่าง ๆ เช่น การทำธุรกรรมทางการเงิน หรือการติดต่อสื่อสารกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เนื้อเรื่องเล่าผ่านเด็กหนุ่มผู้มีความสามารถด้านคณิตศาสตร์ เค็นจิ โคอิโสะ ที่ทำงานพาร์ทไทม์ เป็นผู้ดูแลความปลอดภัยให้กับระบบออซ เค็นจิถูกจ้างวานโดยนัทสึกิ ชิโนะฮาระ เด็กสาวรุ่นพี่ในโรงเรียน ให้ไปแสดงตัวเป็นแฟนหนุ่มของเธอในงานวันเกิดครบรอบ 90 ปีของคุณย่าทวด ที่เมืองยูเอดะ เพื่อให้คุณย่าทวดและญาติ ๆ สบายใจกับการมีแฟนเป็นตัวเป็นตน งานนี้ไม่ยากไม่ง่ายแต่มันสำคัญตรงที่เค็นจิก็แอบปลื้มนัทสึกิอยู่จริง ๆ นี่สิ เนื้อเรื่องถูกเล่าในฉากชนบทที่สวยงามและบ้านโบราณของตระกูลใหญ่ เก่าแก่ “จินโนะอุจิ” พร้อมกับการรวมตัวของคนในครอบครัว จินโนะอุจิ ที่มาเฉลิมฉลองงานวันเกิดคุณย่าทวดด้วยกัน

เค็นจิในโลกความเป็นจริงดูจะขี้อายเงอะๆงะๆ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ต่อหน้านัทสึกิ แต่ความสามารถด้านคณิตศาสตร์ของเขา ใช้ถอดรหัสตัวเลขยาก ๆ ที่ส่งมาทางข้อความโทรศัพท์ได้แบบไม่เหนือบ่ากว่าแรง แต่บังเอิญว่ารหัสที่ถอดนั้นดันไปเกี่ยวข้องกับการจารกรรมข้อมูล ที่ทำให้ระบบออซปั่นปวนไปหมด ตัวตนอวตาลของประชาชนถูกกลืนกิน มี AI ประหลาดเข้ามาปั่นป่วนระบบ ระหว่างที่โลกเสมือนกำลังวุ่นวายโลกความจริงก็ย่ำแย่ตามไปด้วย การติดต่อสื่อสารทุกอย่างกลายเป็นอัมพาต เมืองทั้งเมืองสับสน เนื้อเรื่องดำเนินไปคู่ขนานกันระหว่างการแก้ปัญหาในระบบออซ และในโลกของความเป็นจริง แต่ด้วยความที่ญาติพี่น้องตระกูล จินโนะอุจิ รวมไว้ด้วยคนมีความสามารถและพร้อมจะช่วยเหลือกัน เมื่อคนที่บ้านจินโนะอุจิและเค็นจิร่วมมือกัน เรื่องก็เริ่มสนุกและชวนให้ลุ้นไปกับการแก้ปัญหาของตัวละครในเรื่อง ด้วยวิธีการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นฉากการต่อสู้กันของร่างอวตาลในระบบออซ การใช้วิธีสื่อสารแบบดั้งเดิมเพื่อช่วยเหลือกันในโลกจริง การชิงไหวพริบถอดรหัสตัวเลข และการตัดสินสุดท้ายด้วยเกมไพ่

แม้ว่า Summer Wars จะดำเนินเรื่องในฉากอนาคต แต่กลับสะท้อนสภาพสังคมในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ตัวเรื่องสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครกับสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างลงตัว น่าสนใจและแปลกใหม่ เมื่อเทคโนโลยีในโลกเสมือนที่ทุกอย่างสะดวกสบายหยุดชะงัก ทำให้เราได้กลับมาเห็นจิตวิญญาณของคนที่เป็นเป้าหมายของการสื่อสารที่แท้จริง ความต้องการที่จะช่วยเหลือกัน ทำให้ความฝัน ความหวัง ความเสียสละของคนผู้คนมองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น Summer Wars สะท้อนภาพในปัจจุบันของผู้คนที่ใจหนึ่งก็ยึดติดอยู่กับอดีตที่งดงามกับอีกใจก็จดจ่ออยู่กับเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ใฝ่ฝัน สับสนไปว่าอันไหนคือความจริงระหว่างตัวคนที่มีชีวิตจิตใจกับตัวคนที่สร้างขึ้นในโลกออนไลน์ การอยู่โดดเดี่ยวในเมืองที่มีอิสระแต่ก็แฝงด้วยเงาของความเหงาหรือการอยู่เป็นครอบครัวใหญ่ที่แสนจะวุ่นวายแต่ก็น่ารัก อนิเมชั่นเรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวออกมาได้อย่างกลมกล่อม เชื่อว่าท่านผู้ชมจะได้ข้อคิดดี ๆ และหัวใจพองโตขึ้นแน่นอนหลังจากได้ดูจบ

The Lorax เรื่องราวหรรษา…พาท่องป่ามหัศจรรย์สีรุ้ง

The Lorax หรือ Dr. Suess’ The Lorax เป็นหนังที่ออกฉายปี 2012 มีต้นฉบับมาจากหนังสือเด็กชื่อเดียวกัน ที่เขียนโดยนักเขียนหนังสือเด็กชาวอเมริกันชื่อดัง วางขายครั้งแรกในปี ค.ศ. 1971 โดยแอนิเมชันเนื้อหาดีเรื่องนี้ก็ได้ดาราหนุ่ม Zac Efron และนักร้องสาว Taylor Swift มาช่วยพากย์เสียงให้อีกด้วย

The Lorax เป็นเรื่องราวของเมือง ธนีดวิลล์ (Thneedville) ที่ปราศจากต้นไม้จริง มีเพียงต้นไม้จากพลาสติกที่แต่งเติมด้วยสารสีสังเคราะห์เท่านั้น เท็ด วิกกินส์ (พากย์เสียงโดย Zac Efron)  เด็กหนุ่มอายุสิบสองปีที่อาศัยอยู่กับแม่และยาย เขาตกหลุมรักเด็กสาวอารมณ์ศิลป์ ออเดรย์ (พากย์เสียงโดย Taylor Swift) ที่ฝันอยากจะเห็นต้นไม้จริง ๆ  สักครั้งในชีวิต  เท็ดอยากจะทำให้ออเดรย์มีความสุขแต่ก็ไม่รู้จะหาต้นไม้มาจากไหน เพราะเกิดมาเขาก็ยังไม่เคยเห็นต้นไม้จริง ๆ  เลย เมื่อยาย (พากย์เสียงโดย Betty White) ของเท็ดรู้เข้าเลยหาทางเลยช่วยหลานของตน โดยบอกว่ามีคนชื่อวันซ์เลอร์…เขาเป็นคนที่รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับต้นไม้ แต่การพบวันซ์เลอร์นั้นไม่ง่ายเลย เท็ดต้องออกเดินทางจากเมืองพลาสติกนี้ไปค่อนข้างไกล และการจะออกจากเมืองนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะมีกล้องของมาเฟีย โอแฮร์ (พากย์เสียงโดย Rob Riggle) สอดส่องอยู่ทั่วเมือง โอแฮร์เป็นเจ้าของอากาศอัดขวดที่ขายให้ชาวเมืองธนีดวิลล์  ด้วยความยากลำบากจนในที่สุดเท็ดก็ได้พบกับวันซ์เลอร์ ณ ที่เวิ้งว้างห่างไกลเมือง เป็นครั้งแรกที่เท็ดได้ออกนอกเมืองธนีดวิลล์ และเห็นร่องรอยของการตัดต้นไม้เหลือแต่โคนก็ทำให้เขาแปลกใจอยู่ไม่น้อย วันซ์เลอร์แปลกใจและไม่คิดว่าจะมีคนสนใจต้นไม้แล้ว เท็ดไปหาวันซ์เลอร์อยู่หลายวันจนวันซ์เลอร์ใจอ่อน จึงเริ่มเปิดใจเล่าเรื่องราวว่าเหตุใดต้นไม้ถึงหายไปจากเมืองนี้ซึ่งเขาเองเป็นส่วนสำคัญทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น

ถือเป็นอีกหนึ่งแอนิเมชันเนื้อหาดีที่อยากจะแนะนำให้ทุกคนได้ดูกัน เรื่องภาพและการเคลื่อนไหวไม่สะดุดเลย การออกแบบเมืองธนีดวิลล์ที่ดูเป็นเมืองสูตรสำเร็จมีทุกกิจกรรมให้ชาวเมืองได้ทำ ไม่ว่าจะเล่นสกี อาบแดดตรงชายหาด ปาร์ตี้ ดูเป็นเมืองในฝันเพียงแต่ว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ของจริงจากธรรมชาติ รวมถึงการออกแบบสถานที่นอกเมืองที่ให้ความรู้สึกต่างกันสุดขั้ว เป็นการตอกย้ำว่าการไม่มีต้นไม้มันโหดร้ายเพียงใด

นอกจากเนื้อหาที่น่าติดตามและเป็นประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อมแล้วนั้น เราชอบการออกแบบฉากและภาพที่สวยเหมือนดั่งในเทพนิยายเลย เพลงเพราะ ๆ  ที่ทำให้เราแอบโยกไปโดยไม่รู้ตัว  รวมถึงคาแรคเตอร์ของเหล่าสัตว์น้อยที่น่ารักและมีชีวิตชีวา ที่จะทำให้เราสนุกไปกับการดูหนังมากยิ่งขึ้น การมีตัวร้ายที่ร้ายอย่างเดียวไปเลยแบบโอแฮร์ และฝ่ายคนดีแบบเท็ดที่ต้องการต่อสู้เพื่อเอาธรรมชาติกลับคืนมา เป็นเนื้อหาที่ตรงไปตรงมาจึงเหมาะกับคนดูวัยเด็ก ๆ  ที่จะทำความเข้าใจได้ง่าย ใครที่กำลังมองหาหนังเบาสมองไว้ดูกับครอบครัว เนื้อเรื่องน่าติดตามและสนุก ซาบซึ้ง กินใจ ก็ไม่ควรพลาดเรื่องนี้ รับรองคุณจะได้ความรู้สึกดี ๆ  หลังดูจบอย่างแน่นอน


Rise Of The Guardians ห้าเทพผู้พิทักษ์

วันนี้เราจะมาแนะนำภาพยนตร์อนิเมชั่นงานดี งานสนุก ที่มาพร้อมเทศกาลแห่งความสุขของเด็กๆ เป็นอีกหนึ่งผลงานที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพจากค่าย ดรีมเวิร์ค เข้าฉายเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2555 เรียกได้ว่าเป็นหนังที่สร้างความประทับใจในเทศกาลคริสต์มาสที่ดีมาก ๆ จนได้รับรางวัล แซทเทิลไลท์ อวอร์ด สาขาภาพยนตร์อนิเมชั่น หรือสื่อผสมยอดเยี่ยม ด้วยเรื่องราวที่จะทำให้คุณอบอุ่นหัวใจ เมื่อดูแล้วเหมือนได้เติมไฟแห่งความเชื่อ และความหวังเหมือนวัยเด็ก ให้กลับมาลุกโชนอีกครั้ง

เรื่องราวเริ่มต้นที่ใต้ธารน้ำแข็งอันหนาวเหน็บ พร้อมร่างของเด็กหนุ่มที่ฟื้นคืนชีพจากความตาย ด้วยการเลือกสรรของบุรุษแห่งดวงจันทร์ และได้ให้ชื่อเขาว่า แจ็คฟรอสต์ (ให้เสียงโดย คริสต์ไพน์) พร้อมทั้งทำให้เขามีพลังพิเศษในการความคุมความหนาวเย็น มีพลังสร้างเกร็ดน้ำแข็ง และหิมะ แต่ แจ็ค ฟรอสต์ ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับตัวเองในช่วงเวลาก่อนหน้านี้หลงเหลืออยู่เลยแม้แต่นิดเดียว เขาจึงพยายามหาร่องรอยความทรงจำนั้น และหาเหตุผลที่บุรุษแห่งดวงจันทร์เลือกเขา ให้ได้มีพลังวิเศษเหล่านี้ อีกทั้งความโดดเดี่ยวที่ไม่มีผู้คนรู้จัก หรือศรัทธาในตัวเขาแม้แต่คนเดียว เพราะคิดว่า แจ็ค ฟรอสต์ เป็นเพียงตำนานไม่มีอยู่จริง นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เขารู้สึกหมดหวังในตัวเองอย่างมาก เป็นฉากที่สะท้อนสังคมในแง่ที่ว่า เราทุกคนล้วนที่ต้องการเป็นที่ยอมรับของสังคม แม้เพียงคนเดียวที่มองเห็นคุณค่าในตัวเรา ก็จะทำให้รู้สึกไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป ซึ่งสามารถสื่อสารเรื่องราวสะท้อนสังคมออกมาได้ดีจริง ๆ

เหล่าบรรดาเทพผู้พิทักษ์ เช่น ซานตาคลอส กระต่ายอีสเตอร์ หรือแม้กระทั้งนางฟ้าฟันน้ำนม และตำนานของเทศกาลในวัยเด็ก กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ด้วยบทบาทหน้าที่ ที่คอยปกป้องคุ้มครองความฝัน และความหวังของเด็ก ๆไม่ให้ พิทช์แบล็ค หรือ บูกี้แมนเจ้าแห่งความฝันร้าย มาทำลายความฝันและความเชื่อของเด็ก ๆได้ เนื้อเรื่องดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ไม่ได้เน้นช่วงของปัญหาต่าง ๆ แบบลงลึกมากนัก อาจจะเป็นเพราะมีตัวละครหลายตัวที่ต้องกระจายบทให้ทั่วถึง จึงทำให้รายละเอียดของตัวละครนั้นน้อยลง แต่การจัดช่วงเวลาให้ตัวละครมีบทบาทในเรื่อง ก็ทำออกมาได้ดีจนต้องยกนิ้วให้ ไม่มีฉากที่ทำให้รู้สึกอึดอัดหรือไร้ประโยชน์มากนัก

ใครที่กำลังมองหาการ์ตูนดี ๆ สักเรื่องไว้ดูกับครอบครัว หรือเอาไว้ดูแก้เครียดอยู่ละก็แนะนำว่าลองเปิดใจให้กับ Rise Of The Guardians ห้าเทพผู้พิทักษ์ แล้วคุณจะได้ทั้งข้อคิดใหม่ ๆ และเติมพลังใจให้กลับมาสู้ต่ออย่างเหลือเชื่อ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน

 

The Boss Baby เรื่องราวของเบบี่ที่ดูแล้วแฮปปี้ทั้งครอบครัว

การ์ตูนอนิเมชั่นสุดน่ารักของค่าย ดรีมเวิร์ค ที่การันตีคุณภาพจากผู้กำกับชื่อดังอย่าง ทอม แมคเกรท เข้าฉายในไทยเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2017 และได้กระแสการตอบรับที่ดีเกินคาด ด้วยสไตล์หนังที่ไม่ได้สร้างมาเพื่อให้เด็ก ๆ ดูเท่านั้น เนื้อเรื่องจึงมีการโชว์ความน่ารักอย่างโดดเด่นของตัวละคร มีทั้งฉากสนุกสนาน ฉากให้ข้อคิด และฉากที่จะทำให้คุณประทับแบบลืมไม่ลงเลยล่ะ

เปิดฉากเล่าเรื่องด้วยการผจญภัยในดินแดนแห่งจินตนาการสุดสร้างสรรค์ของ ทิโมธี เท็มเบลตัน หรือ ทิม (ให้เสียงโดย Miles Christopher Bakshi) อายุ 7 ขวบ พร้อมประโยคที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจกับหลาย ๆ คน ตัวละครพยายามจะแสดงให้เห็นว่าตอนเด็กนั้นจินตนาการเป็นของเรา ไม่จำเป็นต้องกังวลถึงความถูกผิดใด ๆ ทิมมีช่วงเวลาที่แสนมีความสุข ได้ฟังเพลงพิเศษ และได้รับอ้อมกอดที่อบอุ่นในทุก ๆ คืน แต่แล้วจู่ ๆ พ่อเท็ด (ให้เสียงโดย Jimmy Kimmel) และแม่เจนิซ (ให้เสียงโดย Lisa Kudrow) ก็ถามว่าทิมอยากจะมีน้องชายสักคนหรือเปล่า ถึงแม้ว่าเขาจะตอบไปว่าการเป็นลูกคนเดียวนั้นมีความสุขแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำให้การตัดสินใจที่อยากจะมีลูกชายอีกคนหนึ่งของพ่อและแม่เปลี่ยนไป

ตัดภาพมาที่ฝั่งของบริษัทผลิตทารก ที่วาดลายเส้นได้สบายตาและน่ารักสุด ๆ รางเคลื่อนย้ายเบบี๋รูปร่างคล้ายกระดานลื่นขนาดใหญ่ ที่เรียกได้ว่าผู้ใหญ่เห็นแล้วก็อยากที่จะลองเล่นกันสักครั้งเลยทีเดียว ใช้สปริงเด้งในการแบ่งเพศชายหญิง และคัดเลือกครอบครัวโดยการหาจุดที่บรรดาทารกนั้นจะรู้สึกบ้าจี้ ส่วนเบบี๋คนไหนที่มีข้อแตกต่างจากคนอื่น ก็จะถูกส่งตัวเข้าไปทำงานในออฟฟิตของบริษัทผลิตทารกทันที เกิดมายังไม่ทันได้เป็นเด็กเล่นซนตามวัย ก็ต้องใส่สูทผูกไทต์กลายเป็นผู้ใหญ่ซะอย่างนั้น น่าสงสารจริง ๆ

แล้ววันแรกที่ครอบครัวเท็มเบลตันจะมีสมาชิกเพิ่มอีกคนหนึ่งก็มาถึง เมื่อจู่ ๆ ก็มีแท็กซี่มาจอดที่หน้าบ้านของทิม พร้อมกับมีเด็กทารกที่ใส่สูท และถือกระเป๋าสีดำใบใหญ่ แถมยังโชว์สเต็ปการแดนซ์ขั้นเทพ ลงมาจากรถอีก หลังจากบอสเบบี๋เข้ามาอยู่ในครอบครัวของทิม บรรยากาศก็เริ่มเปลี่ยนไป ทุกคนหัวหมุนอยู่กับการดูแลทารกน้อย และยังมีเวลาให้ทิมน้อยลง จนทิมเริ่มรู้สึกน้อยใจ ทุก ๆ พื้นที่ที่เคยเป็นของเขา ตอนนี้กลับถูกใช้เป็นที่วางของเล่น ของเจ้าหนูเบบี๋ไปซะหมด เป็นอีกฉากที่ทำให้รู้สึกจุกได้ดีเช่นกัน เพราะปัญหาที่เด็กรู้สึกว่าได้รับความรักอย่างไม่เท่าเทียมนั้นเกิดขึ้นจริง กับสังคมสมัยนี้ในหลายครอบครัว เนื้อเรื่องก็แก้ปัญหาได้ด้วยวิธีที่อบอุ่นหัวใจมากเลยทีเดียว

เรียกได้ว่าเป็นอนิเมชั่นที่ครบรสจริง ๆ ทั้งเรื่องราวการแบ่งปันความรักต่อคนในครอบครัว มิตรภาพระหว่างเพื่อนพ้องน้องพี่ และเรื่องราวการผจญภัยอีกมากมาย ที่จะทำให้คุณรู้สึกอบอุ่นอบอวลไปด้วยความน่ารักของทุกตัวละครในเรื่อง และได้แรงบันดาลใจอย่างล้นหลามแน่นอน บอกเลยว่าเรื่องนี้ห้ามพลาดเด็ดขาด

 

การ์ตูนสุดฮา Cloudy with a chance of Meatballs มหัศจรรย์ลูกชิ้นตกทะลุมิติ

ชีสเบอร์เกอร์…..!!

หากใครชอบการ์ตูนเบาสมองที่ดูแบบโคตรขำ ไม่ต้องคิดอะไรมาก ขอแนะนำ การ์ตูนอนิเมชั่นแฟนตาซีจากค่าย Sony Pictures Animation (เจ้าของผลงาน Smuft, Hotel Transylvania, Emoji ) “Cloudy with a chance of Meatballs” (2010) หรือชื่อไทยสุดเพี้ยน “มหัศจรรย์ลูกชิ้นตกทะลุมิติ”สำหรับเนื้อเรื่องก็เพี้ยนไม่แพ้กัน ถ้ายิ่งดูพากย์ไทยนะ บันเทิงมาก ๆ

มหัศจรรย์ลูกชิ้นตกทะลุมิติ เป็นเรื่องราวของ “ฟลินท์ ล็อควู้ด” นักวิทยาลัยศาสตร์หนุ่มผู้ไม่เคยหยุดคิดประดิษฐ์สิ่งของใหม่ ๆ ถึงแม้ว่าสิ่งประดิษฐ์แต่ละอย่างจะไม่เคยได้รับการยอมรับและสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่นไม่เคยหยุดหย่อน จนวันหนึ่งเขาก็ได้ประดิษฐ์เครื่องผลิตอาหารสุดล้ำขึ้นมาจนสำเร็จ และเกิดอุบัติเห็นจนมันลอยไปอยู่บนชั้นบรรยากาศ ทำให้ฝนตกลงมาเป็นอาหารต่าง ๆ ทั้งชีสเบอร์เกอร์ ไอศกรีม สเต็ก ฯลฯ สร้างความตื่นตาตื่นใจ ให้แก่ชาวเมืองจนเป็นข่าวดัง ทำให้เขาได้พบกับ “แซม สปาร์ค” นักข่าวสาวที่มีใจรายงานข่าวสภาพอากาศ ในขณะที่เครื่องมือสุดอัจฉริยะทำงานได้เยี่ยม จนทุกคนยอมรับ อาหารที่ตกลงมาก็เริ่มใหญ่ขึ้น กลายเป็นพายุอาหารขนาดยักษ์ที่พร้อมทลายเมืองทั่วโลก ฟลินท์และแซม จึงต้องร่วมมือกันก่อนที่พายุอาหารยักษ์จะทำลายโลกนี้จนพังพินาศ

ฟลินท์ ล็อควู้ด นักวิทยาศาสตร์ผู้ผิดพลาดแต่ไม่เคยยอมแพ้

                ตัวเอกสุดฮาอย่าง” ฟลินท์ ล็อควู้ด” ทายาทร้านขายอุปกรณ์ตกปลา เป็นตัวละครผู้ไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตา ที่มีความใฝ่ฝัน อยากจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก ถึงแม้ว่าหลายครั้ง จะผิดพลาด หรือถูกดูถูกจากเพื่อน ๆ กลายเป็นตัวตลกประจำห้อง  แต่ก็ไม่เคยหยุดคิดสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ เพราะต้องการการยอมรับ ทำสิ่งที่ตัวเองรัก ช่วยเติมไฟให้กับคนที่กำลังท้อแท้ในการงาน การเรียนได้เป็นอย่างดี จงอย่าหยุดฝัน และทำสิ่งที่ตัวเองชอบ จนกว่าจะประสบผลสำเร็จ

Cloudy with a chance of Meatballs  กำกับโดย คริสโตเฟอร์ มิลเลอร์ และ ฟิล ลอร์ด 2 ผู้กำกับเพื่อนซี้ ที่เคยฝาก ผลงานไว้ใน 22 Jump Street (2014) และ The Lego Movie (2014) ทำให้ตัวหนังมีความฮา เนื้อเรื่อง ไม่ซับซ้อน ไหลไปเรื่อยๆ  มุกตลกและจังหวะให้การฮาต้องบอกว่า รักเลย !!

ตัวละครต่าง ๆ ทั้ง ฟลินท์ ล็อควู้ด, แซม, สปาร์ค, สตีพ(ลิงพูดไม่ได้ต้องใช้เครื่องช่วยแปล) หรือแม้กระทั่งพ่อของฟลินท์ เติมสีสันให้เรื่องราวเข้มข้นน่าติดตาม เรียกเสียงฮาแบบไม่มีหยุด ไอเดียของหนังสร้างสรรค์มาก หยิบเอาเรื่องใกล้ตัว อย่างอาหารออกมายำใส่กับวิทยาศาสตร์ได้อย่างลงตัว สำหรับคนที่ชอบความตลก เอาฮา แนะนำให้ดู แต่คงจะเป็นหนังที่หวังเอาสารัตถะอะไรไปมากไม่ได้ นอกจาก จงสู้ในสิ่งที่ตัวเองรัก และทำให้สำเร็จ

คะแนน : B+

ชวนย้อนวัยเด็ก วันหยุดสุดสัปดาห์กับวู้ดดี้และผองเพื่อนใน“Toy Story 3”

สุดสัปดาห์นี้ถ้าใครมีโอกาสได้หยุดพักผ่อน ว่างเว้นจากงาน ก็อยากจะชวนมาคืนความสดใส ย้อนวัยเยาว์ไปกับการ์ตูนอนิเมชั่นไตรภาคเยี่ยมยอดตลอดกาล “Toy Story” ซึ่งปล่อยภาคแรกมาตั้งแต่ออกมาเมื่อปี 1995  ภาค 2 เมื่อ ปี1999  ในชื่อ “Toy Story 2” และเว้นวรรคยาวนานถึง 10 ปี ถึงได้ปล่อย “Toy Story 3” ออกมาให้เราได้ชมกันอีกครั้งเมื่อปี 2009 ซึ่งถือว่าเป็นการปิดไตรภาคของการ์ตูนชุดนี้ได้อย่างดีเยี่ยมเลยทีเดียว (มีข่าวกระซิบด้วยนะว่าจะมี Toy Story 4)

“Toy Story 3” เล่าถึงเรื่องราวของกลุ่มของเล่นของ “แอนดี้” นำทีมโดย “นายอำเภอวู้ดดี้”, “นักบินอวกาศ บัซ ไลท์เยียร์”, “คาวเกิร์ลสาว เจส” และเพื่อน ๆ แก๊งเดิม เร๊กซ์, ครอบครัวโปเตโต, สกิงกี้, เอเลี่ยน ฯลฯ กลับมาครบทีม การผจญภัยครั้งสุดท้ายเริ่มขึ้น เมื่อปีนี้แอนดี้ ได้เติบโตขึ้นผ่านวัยเด็กเข้าสู่วัยรุ่นเต็มตัว ต้องจากบ้านไปเรียนที่มหาวิทยาลัย การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้เหล่าของเล่นถูกเก็บไว้ไปที่ห้องใต้หลังคา แต่ระหว่างการขนย้ายนั้นแม่ของแอนดี้คิดว่าเป็นถุงขยะ จึงทำให้เหล่าของเล่นเดินทางสู่ซันนี่ไซด์ สถานรับเลี้ยงเด็ก พวกเขาได้พบ “ล็อตโซ่” ตุ๊กตาหมีสีชมพูตัวโตน่ากอด ซึ่งเป็นผู้นำควบคุมและจัดระบบของของเล่นทั้งหมดในซันนี่ไซด์ เหล่าของเล่นต่างน้อยใจคิดว่าแอนดี้ไม่ต้องการแล้ว ยกเว้นวู้ดดี้ ที่ยืนกรานจะกลับไปหาแอนดี้เพียงลำพัง แต่ระหว่างทางกลับบ้านนั้น วู้ดดี้ก็ได้พบความจริงว่า ซันนี่ไซด์ เสื่อมโทรมและเป็นสถานที่อันตรายสำหรับของเล่น โดยมีล็อตโซ่เป็นตัวการทั้งหมด เขาจึงต้องกลับไปช่วยเหลือเพื่อน ๆ เหล่าของเล่น ทั้งหมดจึงวางแผนเพื่อให้ได้กลับบ้านให้ทันเวลาก่อนวู้ดดี้จะไปมหาวิทยาลัย

“วู้ดดี้” นายอำเภอผู้ไม่เคยทิ้งมิตรภาพและความเชื่อ

ตัวละครเอก นายอำเภอวู้ดดี้ (ให้เสียงพากย์โดย ทอม แฮงส์ ) ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของ “มิตรภาพ” ก้าวผ่านทุกช่วงวัยมาพร้อม ๆ กับแอนดี้ตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งเติบโตไปเรียนมหาลัย วู้ดดี้ก็ยังคงอยู่ข้าง ๆ รักและเชื่อมั่นในตัวแอนดี้ไม่มีเสื่อมคลาย เขาไม่เคยคิดว่าแอนดี้จะทอดทิ้งเขาหรือเพื่อนของเล่นอื่น ๆ และถึงแม้ว่าวู้ดดี้จะเป็นคนเดียวที่แอนดี้จะพาไปมหาวิทยาลัยด้วย แต่เมื่อเพื่อนมีภัย เขาก็ไม่เคยวิ่งหนี รีบกลับไปช่วยทุกคนให้พ้นจากอันตราย คาดหวังให้ทุกคนได้อยู่พร้อมหน้า เป็นตัวละครที่ช่วยเติมไฟและเป็นฮีโร่ของทุกช่วงวัยได้เป็นอย่างดี

สำหรับ “Toy Story 3” ทุกอย่างละมุนเหมือนเป็นของหวาน คืนความสดชื่นทุกครั้งที่ได้ดู เนื้อเรื่องมีความลงตัวครบทุกรสชาติ ทั้งสนุก ตื่นเต้นและอิ่มเอม (มีฉากเรียกน้ำตาในตอนท้าย) ปิดไตรภาคได้สมบูรณ์แบบ แฝงใจความสำคัญเกี่ยวกับมิตรภาพ ความสนุกสนานและการเติบโตของเด็กได้อย่างลงตัว ความคลาสสิกของเพลงประกอบ “ฉันคือเพื่อนรู้ใจ” ฟังกี่รอบแล้วก็ยังใจสั่นเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง สำหรับภาพก็สวยสมวัยสไตล์พิกซาร์ สีสันสวย ลื่นตา

วันหยุดนี้ถ้าอยากเติมไฟ คืนความกระชุ่มกระชวยหวนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง อย่าลืมไปผจญภัยกับวู้ดดี้นะ

คะแนน : A+