หนังโปรดในดวงใจ”Alice in Wonderland” ฉบับ ทิม เบอร์ตัน  

ดิ่งลึกไปโพรงกระต่ายอีกครั้ง กับหนังรีเมครอบที่ล้านแปด กลับมาคราวนี้  “Alice in Wonderland” (2010) ถูกรังสรรค์ให้กลับมามีชีวิต โดยผู้กำกับที่มีสไตล์ไม่เหมือนใคร “ทิม เบอร์ตัน” พูดได้เลยว่าเป็นอลิซในเวอร์ชั่นที่ให้ความรู้สึกที่แตกต่าง และบันเทิงที่สุดตั้งแต่ได้ชมมา ถ้าใครยังไม่ได้ดู ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง!

การผจญภัยของ“อลิซ”(มีอา วาซิโควสกา) ในวัย 19 ปี เริ่มต้นขึ้นเมื่อเธอตกลงไปในโพรงกระต่ายอีกครั้ง พร้อมกับความทรงจำในวัยเด็กที่หายไป เธอจำผู้คนและเรื่องราวของอันเดอร์แลนด์ไม่ได้แม้แต่น้อย แต่เธอก็ได้พบ แมด แฮทเทอร์ ช่างทำหมวกจอมเพี้ยน (จอห์นนี่ เดปป์) , หนอนผีเสื้อผู้รอบรู้ แอ๊บโซเลม, ราชินีขาว (แอน แฮทธาเวย์) เชสเชียร์ แคท แมววิเศษณ์จอมเจ้าเล่ห์ ฯลฯ ขณะเดียวกันระหว่างที่เธอไม่อยู่ “อันเดอร์แลนด์” ดินแดนที่เคยสงบสุข ในตอนนี้ถูกปกครองโดยราชินีแดงจอมโหด (เฮเลน่า บอนแฮม คาร์เตอร์) ประชาชนถูกกดขี่ ไร้ความสุข และรอคอยอลิซกลับมาอีกครั้ง อลิซจึงออกเดินทางตามหาความทรงจำวัยเด็กที่หายไป พร้อมกับช่วยอันเดอร์แลนด์ให้กลับมาสงบสุขอีกครั้ง

Alice in Wonderland แบบ ทิม เบอร์ตัน ดำมืด ล้ำลึก น่าค้นหา

                ทิม เบอร์ตัน ลงมือกำกับเองทั้งที ทำให้เราได้ดูอลิซในมิติที่แปลกไปกว่าเดิม ตั้งแต่เนื้อหาเรื่องที่ไม่ได้ถูกรีเมค เหมือนก่อน ๆ แต่เป็นการเล่าถึงอลิซในอีกวัยหนึ่ง ที่เติบโตขึ้นและสับสนเรื่องราวในวัยเด็ก ลังเลว่าเรื่องที่เกิดมันจริงหรือฝันกันแน่? ดำมืดกว่าทุกภาค ภาพและสีสันก็แบบ ทิม เบอร์ตันมาก ๆ ใครจะเหมือนได้อีก

จอห์นนี เดปป์ แปลงโฉมได้เนียนเวอร์อีกครั้งในบท “แมด แฮทเทอร์”

                เสน่ห์ของอลิซในเวอร์ชันนี้ ที่ขาดไม่ได้คงจะเป็นการแปลงร่างของ จอห์นนี เดปป์ (คู่บุญทิม เบอร์ตัน)ที่สวมบทบาท “แมด แฮทเทอร์“ ช่างทำหมวกสุดเพี้ยนได้อย่างเต็มเหนี่ยว แทบจะจำไม่ได้  ไม่ว่าจะเป็นคอสตูม และลีลาการแสดง  ถือว่าเด็ด จนจำได้จนถึงทุกวันนี้

สำหรับเนื้อเรื่องของอลิซในเวอร์ชั่นนี้ เรียกว่าเล่าได้ดี ไม่จำเจ ลืมอลิซที่เราเคยรู้จักไปได้เลย! การเดินเรื่องครบทุกรสชาติ ตื่นตาตื่นใจ ทุกตัวละครสร้างความเซอร์ไพรส์จริง ๆ  สิ่งที่โดดเด่นคงจะเป็นงานภาพ กราฟิก CG เรื่องนี้ทำได้เยี่ยมมาก สวยงาม และมีความเป็นหนังของ ทิม เบอร์ตันจริง ๆ นอกจากนี้แล้วเพลงประกอบอย่าง “Underground” ที่ถูกขับร้องโดยสาวร็อครุ่นใหญ่ แอวริล ลาวีน ช่วยเติมเสน่ห์ให้อลิซ กลับไปผจญภัยวันเดอร์แลนด์ให้อย่างมีมิติจริง ๆ ถ้าใครที่ยังไม่ได้ดูบอกเลยว่าต้องตามเก็บด่วน

คะแนน  : B+

 “God of Egypt” หนังเทพเจ้าอียิปต์ ดูง่าย แถม CG สุดอลังการ

                ปกติเราเคยเห็นแต่เทพเจ้าตำนานกรีก โรมัน (ซุส โพไซดอน ฯลฯ) ถูกดัดแปลงออกมากลายเป็นหนัง ที่ดูง่าย ๆ ถ้าคิดไม่ออกก็ให้คิดถึงเรื่อง Percy Jackson หรือ Clash of Titan แต่นี่เป็นภาพยนตร์เรื่องแรก! ที่หยิบเอาตำนานของเทพเจ้าฝั่งอียิปต์ ออกมาเล่าเป็นภาพยนตร์แฟนตาซีสุดอลังการ “God of Egypt” (2016) เล่นใหญ่ แต่เกือบไปไม่ถึงฝันเพราะกวาดรายได้และกระแสวิจารณ์ที่ไม่ค่อยดีนักกลับไป แต่ที่จำติดตาได้คือ ญาญ่า และ ณเดชน์ เวอร์ชั่นฮอลลีวูด

“God of Egypt” พาเราย้อนกลับไปในยุคสมัยอียิปต์โบราณ  ซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองของเหล่าทวยเทพ บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุขภายใต้การปกครองของเทพเจ้า จนกระทั่ง “เทพเซท” เทพเจ้าแห่งทะเลทราย (เจอร์ราด บัตเลอร์) เปิดศึกชิงบัลลังก์กับ “เทพฮอรัส” เทพเจ้าแห่งท้องฟ้า (นิโคไล คอสเตอร์ วัลดาอู) ทั้งสองแปลงร่างต่อสู้กันอย่างดุเดือด ฮอรัสเป็นฝ่ายพลาดท่าเสียดวงตาให้กับเซท บ้านเมืองอียิปต์เข้าสู่กลียุค มนุษย์ถูกเรียกใช้งานเหมือนทาส หนึ่งในนั้น “ซายา” คนรักของหัวขโมยหนุ่ม “เบค” ทั้งสองรักกันสุดหัวใจ แต่ซายามาสังเวยชีวิตของเธอเสียก่อน เบคไม่ยอมรับการตายของซายา จึงต้องไปขอความช่วยเหลือจาก เทพฮอรัสซึ่งสูญเสียพลังไปเพราะไร้ดวงตา ทั้งสองจึงต้องร่วมมือกันเพื่อกอบกู้เมืองอียิปต์จากเซท และช่วยซายารักกลับมา โดยได้รับความช่วยจากเทพเจ้าองค์อื่น ๆ ตลอดการเดินทาง ทั้งฮาเธอร์ เทพีแห่งความรัก ท็อต เทพนักปราชญ์ ฯลฯ

God of Egypt เล่าตำนานเทพอียิปต์ อย่างง่ายเข้าใจไม่ยาก

ถึงแม้ว่าเนื้อเรื่องจะไม่ค่อยส่งเท่าไหร่ แต่ความโดดเด่นของ God of Egypt คือการนำเสนอตำนานของเทพเจ้าอียิปต์ได้อย่างไม่จำเจ ไม่ต้องไปนั่งอ่านหนังสือให้วุ่นวาย ก็เรียนรู้ตำนาน ความสัมพันธ์ ความโดดเด่นและของเทพเจ้าแต่ละองค์ได้อย่างเข้าใจ ถึงแม้ว่าจะดูโอเวอร์ แต่พื้นเพก็ไม่ผิดไปจากเรื่องเล่าเดิม แยกเทพเจ้าที่ลงมาปะทนกับมนุษย์ออกได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นขนาดตัวที่ใหญ่กว่า เกาะเพชรเจ็ดสีเวลาแปลงร่าง หรือเลือดที่ไหลออกมาเป็นสีทอง

God of Egypt ได้ทีมสร้างจากภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ I Robot , The Crow  ทุ่มทุนกว่า 150 ล้านบาท โดดเด่นตรง CG ทำได้เวอร์วังอลังการมาก แสงสีตระการตา คอสตูมนี่ไม่ต้องพูดถึง  เล่นใหญ่เกาะเพชร 7 สีมาก ๆ การแสดงเข้มข้นได้นักแสดงแนวหน้าอย่าง เจอร์ราด บัตเลอร์ สวมบทบาทเทพเซท ได้อย่างน่าเกรงขามมาก ๆ (ปกติจะเล่นแต่บทพระเอก) คู่พระนาง เบค และ ซาย่า ก็ได้ เบรนตัน ธเวทส์ และ คอร์ทนีย์ อีตัน ออกมาวิ่งวน อลหม่าน ทั้งหมดดีแล้วขาดแต่เนื้อเรื่องที่ยังไม่ค่อยส่งเข้าเท่าไหร่ รายละเอียดเยอะเกินจนไม่รู้จะมองทางไหนดี แต่หักลบกลบหนี้กันแล้ว ก็นับว่าเป็นหนังแฟนตาซีเรื่องหนึ่งที่น่าดูชม  ดู CG ก็คุ้มแล้ว

 คะแนน : C+