หนังโปรดในดวงใจ”Alice in Wonderland” ฉบับ ทิม เบอร์ตัน  

ดิ่งลึกไปโพรงกระต่ายอีกครั้ง กับหนังรีเมครอบที่ล้านแปด กลับมาคราวนี้  “Alice in Wonderland” (2010) ถูกรังสรรค์ให้กลับมามีชีวิต โดยผู้กำกับที่มีสไตล์ไม่เหมือนใคร “ทิม เบอร์ตัน” พูดได้เลยว่าเป็นอลิซในเวอร์ชั่นที่ให้ความรู้สึกที่แตกต่าง และบันเทิงที่สุดตั้งแต่ได้ชมมา ถ้าใครยังไม่ได้ดู ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง!

การผจญภัยของ“อลิซ”(มีอา วาซิโควสกา) ในวัย 19 ปี เริ่มต้นขึ้นเมื่อเธอตกลงไปในโพรงกระต่ายอีกครั้ง พร้อมกับความทรงจำในวัยเด็กที่หายไป เธอจำผู้คนและเรื่องราวของอันเดอร์แลนด์ไม่ได้แม้แต่น้อย แต่เธอก็ได้พบ แมด แฮทเทอร์ ช่างทำหมวกจอมเพี้ยน (จอห์นนี่ เดปป์) , หนอนผีเสื้อผู้รอบรู้ แอ๊บโซเลม, ราชินีขาว (แอน แฮทธาเวย์) เชสเชียร์ แคท แมววิเศษณ์จอมเจ้าเล่ห์ ฯลฯ ขณะเดียวกันระหว่างที่เธอไม่อยู่ “อันเดอร์แลนด์” ดินแดนที่เคยสงบสุข ในตอนนี้ถูกปกครองโดยราชินีแดงจอมโหด (เฮเลน่า บอนแฮม คาร์เตอร์) ประชาชนถูกกดขี่ ไร้ความสุข และรอคอยอลิซกลับมาอีกครั้ง อลิซจึงออกเดินทางตามหาความทรงจำวัยเด็กที่หายไป พร้อมกับช่วยอันเดอร์แลนด์ให้กลับมาสงบสุขอีกครั้ง

Alice in Wonderland แบบ ทิม เบอร์ตัน ดำมืด ล้ำลึก น่าค้นหา

                ทิม เบอร์ตัน ลงมือกำกับเองทั้งที ทำให้เราได้ดูอลิซในมิติที่แปลกไปกว่าเดิม ตั้งแต่เนื้อหาเรื่องที่ไม่ได้ถูกรีเมค เหมือนก่อน ๆ แต่เป็นการเล่าถึงอลิซในอีกวัยหนึ่ง ที่เติบโตขึ้นและสับสนเรื่องราวในวัยเด็ก ลังเลว่าเรื่องที่เกิดมันจริงหรือฝันกันแน่? ดำมืดกว่าทุกภาค ภาพและสีสันก็แบบ ทิม เบอร์ตันมาก ๆ ใครจะเหมือนได้อีก

จอห์นนี เดปป์ แปลงโฉมได้เนียนเวอร์อีกครั้งในบท “แมด แฮทเทอร์”

                เสน่ห์ของอลิซในเวอร์ชันนี้ ที่ขาดไม่ได้คงจะเป็นการแปลงร่างของ จอห์นนี เดปป์ (คู่บุญทิม เบอร์ตัน)ที่สวมบทบาท “แมด แฮทเทอร์“ ช่างทำหมวกสุดเพี้ยนได้อย่างเต็มเหนี่ยว แทบจะจำไม่ได้  ไม่ว่าจะเป็นคอสตูม และลีลาการแสดง  ถือว่าเด็ด จนจำได้จนถึงทุกวันนี้

สำหรับเนื้อเรื่องของอลิซในเวอร์ชั่นนี้ เรียกว่าเล่าได้ดี ไม่จำเจ ลืมอลิซที่เราเคยรู้จักไปได้เลย! การเดินเรื่องครบทุกรสชาติ ตื่นตาตื่นใจ ทุกตัวละครสร้างความเซอร์ไพรส์จริง ๆ  สิ่งที่โดดเด่นคงจะเป็นงานภาพ กราฟิก CG เรื่องนี้ทำได้เยี่ยมมาก สวยงาม และมีความเป็นหนังของ ทิม เบอร์ตันจริง ๆ นอกจากนี้แล้วเพลงประกอบอย่าง “Underground” ที่ถูกขับร้องโดยสาวร็อครุ่นใหญ่ แอวริล ลาวีน ช่วยเติมเสน่ห์ให้อลิซ กลับไปผจญภัยวันเดอร์แลนด์ให้อย่างมีมิติจริง ๆ ถ้าใครที่ยังไม่ได้ดูบอกเลยว่าต้องตามเก็บด่วน

คะแนน  : B+

 “Primeval” โคตรเคี่ยมฟอร์มเล็ก ที่ไม่ได้มีดีแค่จระเข้

                เดี๋ยวนี้หนังจระเข้ งูใหญ่ไล่ล่า ไม่ค่อยได้รับความนิยมเหมือนแต่ก่อน ออกมาแต่ละเรื่องก็จะเป็นฟอร์มเล็ก ๆ ไม่ได้เข้าโรง CG จระเข้ก็จะออกแนวตลกแทบทุกเรื่อง แต่ในบรรดาหนังสัตว์ไล่ล่าทั้งหมดที่ได้ดูมา มีอยู่เรื่องหนึ่งที่รู้สึกว่าเข้มข้นต่างจากเรื่องอื่น แถมสร้างจากเรื่องจริงนั่นคือ “Primeval”(2007) นั่นเอง

“Primeval” เล่าถึงความสยองในพื้นที่ห่างไกลของ “กุสตาฟ” จระเข้ใหญ่ยักษ์ จอมกระหายเลือดแห่งลุ่มแม่น้ำไนล์ เขตบุรุนดี ในแอฟริกา ที่ไล่ฆ่า กินคนกว่า 300 ชีวิต แลไม่มีวี่แววว่าจะหยุด เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อ กุสตาฟ ฆ่าชีวิตนักข่าวสาวผิวขาว จนกลายเป็นข่าวฮือฮา ส่งผลให้ทีมข่าวอเมริกาถูกส่งไปทำข่าวดังกล่าว และไล่ล่ากุสตาฟตัวเป็น ๆ ให้จนได้ โดยมีโปรดิวเซอร์ ทิม ฟรีแมน (โดมินิค เพอร์เซล ), ตีฟ จอห์นสัน ( ออแลนโด โจนส์ ) ตากล้อง และ ผู้เชี่ยวชาญสัตว์ เป็นคนนำทีมข่าวลงพื้นที่เพื่อตามหาเป้าหมายของพวกเขา แต่ยิ่งตามหาพวกเขาก็ยิ่งเข้าใกล้อันตราย และปริศนาดำมืดของพื้นที่ดังกล่าว ที่ไม่ได้มีแค่จระเข้ยักษ์ที่เหี้ยมโหดเท่านั้น

Primeval ความโหดเหี้ยมไม่ได้มีแต่ในจระเข้ยักษ์!

                นอกจาก Primeval จะชูโรงด้วยจระเข้ยักษ์ “กุสตาฟ” หนังยังเล่าถึงเส้นเรื่องรอง “ลิตเติ้ล กุสตาฟ” ผู้ทรงอิทธิพลในเขตพื้นที่ ที่ไล่ล่าคนในพื้นที่อย่างเยือกเย็น โหดเหี้ยม ยิ่งกว่าสัตว์ จนได้รับฉายาตามจระเข้กุสตาฟ นอกจากระทึกจระเข้ ยังต้องมาระทึกเหตุการณ์ฆ่ายกครัว ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ปัญหาดำมืดในแทบแอฟริกาในสมัยก่อน ด้วยเหตุผลนี้เองทำให้รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ มีดีมากกว่าจระเข้ยักษ์ไล่ล่าคนไปเรื่อย กินกันจนจบเรื่อง เข้มข้นมาก ๆ

สำหรับเนื้อเรื่อง ของ Primeval โดดเด่นกว่าหนังสัตว์ไล่ล่า เรื่องอื่น ๆ นอกจากจะมีเส้นเรื่องหลักในการตามหาจระเข้แล้ว เส้นเรื่องรอง การหนีจากอันตรายของลิตเติ้ล กุสตาฟ  เข้มไม่แพ้กัน จังหวะในการไล่ล่า ก็ไม่ได้ใส่เอาเป็นเอาตาย เกลี่ยได้ดี มีช่วงพักหายใจ พร้อมกับมีเรื่องราวการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มาแถมให้ลุ้นกันไปอีก  นอกจากนี้เราจะได้เห็นความเชื่อของคนแถบแอฟริกา วิถีชีวิต ส่งผ่านออกมาแบบเนียน ๆ ส่วนที่มาของจระเข้น่ากลัวกว่าเรื่องอื่น ๆ เพราะสร้างมาจากเรื่องจริง ! กินจริง ตายจริง ส่วนเรื่อง CG ของจระเข้น้อย กุสตาฟนั้น ก็ไม่ได้แนบเนียนอะไรมาก แต่ก็ถือว่าทำดีกว่าจระเข้จีนแดงหลายตัวที่โลดแล่นออกมาบนแผ่นฟิล์ม

ถ้าใครชอบหนังแนวสัตว์ไล่ล่า ไล่ฆ่า ทดลองในแลปแล้วผิดสูตร ดุร้ายขยายร่าง อย่าง งูใหญ่ Anaconda 1 (1997) ฉลามโหด Jaws (1975) ก็ไม่ควรพลาดความโหดของ “กุสตาฟ” ด้วยประการทั้งปวง

เกร็ดความรู้ : “กุสตาฟ”(Gustave) เป็นจระเข้แห่งลุ่มแม่น้ำไนล์ ที่มีความกว่า 6 เมตร อายุยืนยาวกว่า 60 ปี ชื่อเสียงของมันคือการเป็นนักฆ่าชั้นยอด เพราะร่ำลือกันว่าฆ่าคนมากกว่า 300 คนเดียวทีเดียว เคยมีผู้พบเห็นบอกว่าลำตัวของกุสตาฟเต็มไปด้วยบาดแผลของการต่อสู้
คะแนน
: B

 “Nana” หนังดัดแปลงจากการ์ตูนอนิเมะเรื่องเดียวที่ข้าพเจ้ารัก

“นานะ จำวันแรกที่เราเจอกันได้ไหม?”

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว ว่าถ้าการ์ตูนญี่ปุ่นถูกนำมาดัดแปลงเป็น ภาพยนตร์ Live Action ทีไร ตกม้าตายแทบทุกเรื่อง แต่ย้อนกลับไปเมื่อปี 2005 ก็กลายเป็นที่ฮือฮา! เมื่อภาพยนตร์ Live Action “NANA” เข้าฉายและทำรายได้ขึ้นอันดับหนึ่งในญี่ปุ่น อย่างรวดเร็ว ซึ่งพอได้ดูแล้ว ขอบอกเลยว่า นานะ ฉันหลงรักเธอแล้วล่ะ!!

“นานะ” (Nana) เรื่องราวของ 2 สาวต่างบุคลิก ชื่อเดียวกัน ที่บังเอิญเจอกันรถไฟขณะที่เดินทางไปโตเกียว “โอซากิ นานะ” (มิกะ นากาชิมะ)นักร้องสาวสุดเท่ สมาชิกวง Black Stone และ“โคมัทสึ นานะ”(มิยาซากิ อาโออิ ) สาวหวาน ผู้เชื่อมั่นในความรัก  ทั้งสองได้ทำความรู้จักกันระหว่างเดินทาง ด้วยความหยิ่งยโสของนานะเท่ และความซวยของนานะหวาน ที่คู่รักไม่ยอมให้อาศัยอยู่ด้วย และไล่เธอมาหางานทำ จึงทำให้ทั้งคู่ต้องจับพลัดจับผลูมาเช่าห้องอยู่ด้วยกัน การใช้ชีวิตในโตเกียวของทั้งสองสาวเริ่มต้นขึ้นบนเส้นทางที่แตกต่าง ท่ามกลางมิตรภาพ ความรัก และเส้นทางความฝัน

นานะเท่และนานะหวาน 2 สาวบุคลิกแตกต่าง ตะลุยความฝันในโตเกียว

เสน่ห์ของภาพยนตร์เรื่องนานะ คงจะเป็นอะไรไปไม่ได้ นอกจากความลงตัวของนานะทั้งสองคน “โอซากิ นานะ” หรือนานะเท่ สาวร็อค นักดนตรี วง Blackstone ที่เต็มไปด้วยบาดแผลในใจ ทำให้เธอเป็นคนปิดตัวเอง และมีแรงผลักดันที่จะโด่งดังจะว่า วง “Trap nest” วงที่คนรักเก่าอย่าง  “เรน” ส่วนนานะหวาน “โคมัทสึ นานะ” ก็เรียกได้ว่าสาวน้อยสดใส ผู้เชื่อมั่นในความรัก ที่มาโตเกียว เพราะว่าตามอยู่กับคนรัก หวังจะใช้ชีวิต และทำงานใกล้ ๆ คนรัก ไม่เคยเสียศรัทธาในความรัก สองสาวนานะ สร้างเสน่ห์ให้กับหนัง และสะท้อนการใช้ชีวิตของเด็กสาวชาวญี่ปุ่น ที่ส่วนใหญ่ก็มักจะจากบ้านเกิดมามุ่งหาฝันที่โตเกียว

ถึงแม้ว่าเนื้อเรื่องของนานะ ฉบับภาพยนตร์นี้จะไม่ได้ตรงตามเหมือนในการ์ตูนเป๊ะ ๆ แต่ก็เข้าใจได้ไม่ยาก ไม่ได้มีเนื้อหาสำคัญส่วนไหนขาดไป ถ้าไม่ได้ดูการ์ตูนมาก่อนก็ดูได้สบายใจ การเล่าเรื่องของนานะ ดำเนินไปได้เรื่อย ๆ ถึงสับไปสับมา ก็ไม่งง ด้านการแสดงนอกจาก 2 สาวนานะแล้วตัวละครอื่น ๆ ก็เติมเต็มให้ภาพยนตร์เรื่องนานะให้สมบูรณ์ บุคลิกเหมือนหลุดออกมาจากในการ์ตูน ทั้ง “เรน” คนรักของเก่านานะ สมาชิกวง Trap nest “โนบุ” หนุ่มขี้เล่น สมาชิกวง Black Stone ผู้ศรัทธาในตัวนานะเท่ห์ ทุกตัวละคร ส่งมาออกได้ดีมาก ส่วนที่ขาดไม่ได้คือเพลงประกอบ ของนานะฉบับภาพยนตร์ เลิศทุกเพลง ไม่ได้ว่าจะเป็น glamorous sky (มิกะ นากาชิมะ), endless story ( Trapnest) ฯลฯ ถ้าอยากได้ภาพยนตร์จุดไฟฝันก็ต้อง NANA นี่แหละ เหมาะที่สุด

คะแนน : B

หนังระทึกลูกผสมหักมุมในใจตลอดกาล “Orphan”

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2009 มีโอกาสได้ดูหนังเรื่องหนึ่งแบบบังเอิญ ชื่อเรื่องว่า “Orphan” โปสเตอร์ก็จะเป็นรูปเด็กผมแกะ หน้าตาน่ารักที่ไม่ค่อยจะมีพิษภัย แต่เมื่อได้ดูต้นจนจบแล้วต้องเอ่ยปากชมว่า “เยี่ยมจริง ๆ เยี่ยมจริงๆ เยี่ยมจริงๆ” ทั้งนักแสดง เนื้อเรื่อง ต้องยกให้เป็นหนังทริลเลอร์ ที่ 1 ในดวงใจ!!

“Orphan”  เป็นเรื่องราวของสามีภรรยา เคท (วีรา ฟาร์มิกา) และ จอห์น (ปีเตอร์ ซาร์สการ์ด) ที่ศูนย์เสียลูกคนที่ 3ไประหว่างที่เคทตั้งครรภ์ ทั้งสองจึงตัดสินใจรับเลี้ยงเด็กเพื่อให้ครอบครัวกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง โดยพวกเขารับเลี้ยงเด็กสาวน่ารัก หน้าตาจิ้มลิ้ม “เอสเธอร์” วัย 9 ขวบ จากบ้านเด็กกำพร้า เด็กสาวสุดประหลาดที่มาพร้อมผ้าผูกคอมือ และชอบล็อกประตูห้อง ผมแกะ ไม่มีพิษภัยอะไรและดูเข้ากันได้ดีกับลูกคนเล็ก “แม็กซ์” ลูกสาวคนเล็กที่มีปัญหากับการได้ยิน แต่พออยู่ไปอยู่มา เรื่องราวประหลาด ก็เริ่มเกิดขึ้นในบ้าน นำไปสู่เหตุการณ์สุดระทึก

“อิซาเบล เฟอร์แมน” ผู้ทำให้เอสเธอร์กลายเป็นตำนานความโหด

                ถ้าพูดถึงหนังเรื่องนี้ ก็คงไม่มีใครไม่รู้จัก “เอสเธอร์” เด็กนรกในตำนานที่ได้ อิซาเบล เฟอร์แมน นักแสดงเด็กมากความสามารถ มารับบทเอสเธอร์ การแสดงของเธอในหนังเรื่องนี้ ต้องขอยกนิ้วให้จริง ๆ ทั้งจริต มารยา อารมณ์ที่แสดงออกมา บอกเลยน่าขนลุก หักมุมยิ่งกว่า Gone Girl ตั้งแต่เปิดเรื่องมาเป็นเด็กน่ารัก จนพลิกผันเป็นฆาตกรโรคจิต การอ่อยคุณพ่อแบบเนียน ๆ โดยใช้ความเดียงสาเข้าล่อลวง บอกเลยว่าถ้าไม่ได้เธอคนนี้เล่น คิดไม่ออกเหมือนกัน ว่าหนังจะออกมายังไง

สำหรับเนื้อเรื่องของ “Orphan” นั้นเป็นหนังที่ดูง่าย ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลย เรื่องไปเรื่อย ๆ เหมือนจะไม่ได้มีอะไรหวือหวา หรือฆ่าเลือกสาด แต่ก็ระทึก อึดอัด ไปตลอดเรื่อง แถมตอนท้ายนี่เรียกได้ว่าหักมุมชนิดที่ใครก็คาดไม่ถึง สำหรับการแสดงก็ไม่น้อยหน้า โดยเฉพาะ ตัวภรรยา “เคท” นำแสดงโดย วีรา ฟาร์มิกา นัดแสดงสาวที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันดี จากจักรวาล The Conjuring  เล่นเรื่องนี้บอกเล่นว่า อินหนักมาก รับแม่ขี้เมาเพราะสูญเสียลูกที่พยายามจะกลับมาดำเนินชีวิตปกติแบบตีบทแตก สารัตถะอีกอย่างของหนังที่น่าสนใจก็คือ “ปัญหาครอบครัว” โดยเฉพาะครอบครัวที่พยายามเติมเต็มด้วยการรับอุปการะเด็ก อาจจะต้องถามตัวเองว่า “คุณพร้อมจริงหรือเปล่า? ที่จะรับเลี้ยงบุตรบุญธรรม”  ถ้าได้ดูเรื่องนี้จะมีจุดที่ทำให้เข้าใจว่า “เอาลูกเอามาเลี้ยง เอาเมี่ยงเขามาอม” ทำไมถึงกลายเป็นความเชื่อยอดฮิต  และจะได้เห็นคุณแม่ที่มีสภาพจิตใจไม่ได้พร้อมรับเลี้ยงบุตรบุญธรรม  สรุปเลยว่า ระทึกตลอดเรื่อง ใครชอบแนวทริลเลอร์ อย่าพลาดเลยจ้า

คะแนน : A

การ์ตูนสุดฮา Cloudy with a chance of Meatballs มหัศจรรย์ลูกชิ้นตกทะลุมิติ

ชีสเบอร์เกอร์…..!!

หากใครชอบการ์ตูนเบาสมองที่ดูแบบโคตรขำ ไม่ต้องคิดอะไรมาก ขอแนะนำ การ์ตูนอนิเมชั่นแฟนตาซีจากค่าย Sony Pictures Animation (เจ้าของผลงาน Smuft, Hotel Transylvania, Emoji ) “Cloudy with a chance of Meatballs” (2010) หรือชื่อไทยสุดเพี้ยน “มหัศจรรย์ลูกชิ้นตกทะลุมิติ”สำหรับเนื้อเรื่องก็เพี้ยนไม่แพ้กัน ถ้ายิ่งดูพากย์ไทยนะ บันเทิงมาก ๆ

มหัศจรรย์ลูกชิ้นตกทะลุมิติ เป็นเรื่องราวของ “ฟลินท์ ล็อควู้ด” นักวิทยาลัยศาสตร์หนุ่มผู้ไม่เคยหยุดคิดประดิษฐ์สิ่งของใหม่ ๆ ถึงแม้ว่าสิ่งประดิษฐ์แต่ละอย่างจะไม่เคยได้รับการยอมรับและสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่นไม่เคยหยุดหย่อน จนวันหนึ่งเขาก็ได้ประดิษฐ์เครื่องผลิตอาหารสุดล้ำขึ้นมาจนสำเร็จ และเกิดอุบัติเห็นจนมันลอยไปอยู่บนชั้นบรรยากาศ ทำให้ฝนตกลงมาเป็นอาหารต่าง ๆ ทั้งชีสเบอร์เกอร์ ไอศกรีม สเต็ก ฯลฯ สร้างความตื่นตาตื่นใจ ให้แก่ชาวเมืองจนเป็นข่าวดัง ทำให้เขาได้พบกับ “แซม สปาร์ค” นักข่าวสาวที่มีใจรายงานข่าวสภาพอากาศ ในขณะที่เครื่องมือสุดอัจฉริยะทำงานได้เยี่ยม จนทุกคนยอมรับ อาหารที่ตกลงมาก็เริ่มใหญ่ขึ้น กลายเป็นพายุอาหารขนาดยักษ์ที่พร้อมทลายเมืองทั่วโลก ฟลินท์และแซม จึงต้องร่วมมือกันก่อนที่พายุอาหารยักษ์จะทำลายโลกนี้จนพังพินาศ

ฟลินท์ ล็อควู้ด นักวิทยาศาสตร์ผู้ผิดพลาดแต่ไม่เคยยอมแพ้

                ตัวเอกสุดฮาอย่าง” ฟลินท์ ล็อควู้ด” ทายาทร้านขายอุปกรณ์ตกปลา เป็นตัวละครผู้ไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตา ที่มีความใฝ่ฝัน อยากจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก ถึงแม้ว่าหลายครั้ง จะผิดพลาด หรือถูกดูถูกจากเพื่อน ๆ กลายเป็นตัวตลกประจำห้อง  แต่ก็ไม่เคยหยุดคิดสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ เพราะต้องการการยอมรับ ทำสิ่งที่ตัวเองรัก ช่วยเติมไฟให้กับคนที่กำลังท้อแท้ในการงาน การเรียนได้เป็นอย่างดี จงอย่าหยุดฝัน และทำสิ่งที่ตัวเองชอบ จนกว่าจะประสบผลสำเร็จ

Cloudy with a chance of Meatballs  กำกับโดย คริสโตเฟอร์ มิลเลอร์ และ ฟิล ลอร์ด 2 ผู้กำกับเพื่อนซี้ ที่เคยฝาก ผลงานไว้ใน 22 Jump Street (2014) และ The Lego Movie (2014) ทำให้ตัวหนังมีความฮา เนื้อเรื่อง ไม่ซับซ้อน ไหลไปเรื่อยๆ  มุกตลกและจังหวะให้การฮาต้องบอกว่า รักเลย !!

ตัวละครต่าง ๆ ทั้ง ฟลินท์ ล็อควู้ด, แซม, สปาร์ค, สตีพ(ลิงพูดไม่ได้ต้องใช้เครื่องช่วยแปล) หรือแม้กระทั่งพ่อของฟลินท์ เติมสีสันให้เรื่องราวเข้มข้นน่าติดตาม เรียกเสียงฮาแบบไม่มีหยุด ไอเดียของหนังสร้างสรรค์มาก หยิบเอาเรื่องใกล้ตัว อย่างอาหารออกมายำใส่กับวิทยาศาสตร์ได้อย่างลงตัว สำหรับคนที่ชอบความตลก เอาฮา แนะนำให้ดู แต่คงจะเป็นหนังที่หวังเอาสารัตถะอะไรไปมากไม่ได้ นอกจาก จงสู้ในสิ่งที่ตัวเองรัก และทำให้สำเร็จ

คะแนน : B+

Jumanji 1 (1995) เกมกระดานสุดหรรษาที่คอหนังเก่าไม่ควรพลาด

ปลายปี 2017 เกมกระดานสุดหรรษา Jumanji กลับมาลั่นกลองเชิญชวนให้ทุกคนเข้าไปเล่นอีกครั้ง คราวนี้ถูกพัฒนาออกมาเป็นให้เข้ากับยุคสมัย กลายเป็นตะลุยป่าแบบเกมเพลย์ ใน “Jumanji welcome to the jungle” ได้ เดอะ ร็อค ดาราขวัญใจมหาชน นำทัพความฮา และทำออกได้สนุกกว่าที่คาดจริง ๆ แต่วันนี้ ขอพาย้อนกลับปี 1995 ครั้งแรกที่ Jumanji ออกฉาย บอกเลยว่ามันไม่แพ้ภาค 2017 แถมคลาสสิกมีเสน่ห์มาก ๆ ใครที่กำลังหาหนังเก่าดู ไม่ควรพาดเลย

ย้อนไปเมื่อปี  1969 “อลัน” เด็กชายทายาทโรงงานรองเท้า ผู้ไม่สู้คน ค้นพบเกมกล่อง Jumanji แถว ๆโรงงาน เขาจึงเอานำกลับมาที่บ้าน เรื่องราวเริ่มขึ้นในคืนวันที่พ่อแม่ไปกินเลี้ยงข้างนอก เขาตั้งใจจะหนีออกจาก แต่เพื่อนสาว “ซาร่า” โผล่มาพอดี ทั้ง 2 เลยร่วมเล่นเกมจูแมนจี้กัน แบบไม่ได้ตั้งใจเป็นผลให้อลัน ถูกดูดเข้าไปในเกม ไม่สามารถกลับมาได้จนกว่าจะมีใครทอยขึ้นเลข 5 หรือ 8  ส่วนซาร่าตกใจวิ่งเตลิดหนีออกจากบ้านไป หลายปีผ่านไป บ้านของอลันถูกเช่าต่อ โดยน้าสาวและหลาน 2 คน “จูดี้” และ ”ปีเตอร์” เด็กทั้ง 2 พบเจอเกมจูแมนจี้ และเล่นโดยไม่ได้ดั้งใจ ปีเตอร์ทอดตกเลข 5 อลันจึงได้กลับคืนบ้าน ทั้ง 3 คนตั้งใจจะสานต่อเกมนี้ให้จบ จึงเดินไปเกลี้ยกล่อม “ซาร่า” ให้กลับมาเล่นเกมนี้อีกครั้ง เพื่อให้เกมจูแมนจี้จบโดยสมบูรณ์

Jumanji (1995) พล็อตเรื่องสุดคลาสสิก ที่ใครก็ไม่คาดถึง

                ความโดดเด่นของหนังชุดนี้ ที่ชื่นชอบมาก ๆ ก็คงจะเป็นพล็อตนี่แหละ ใครจะเป็นคิดว่า วันหนึ่ง เกมกระดานธรรมดา ๆ ที่มีสโลแกนว่า “เกมสำหรับคนที่อยากทิ้งโลกนี้ไว้เบื้องหลัง” จะดูดคนเข้าไปในเกม และปล่อยสิงสาราสัตว์ออกมาจากเกมได้จริง ๆ ถึงแม้หนังจะไม่ได้เล่าที่มาของตัวเกมกล่อง แต่ก็ดำเนินเรื่องได้อยากไม่มีใครเคลือบแคลงสงสัย แถมมันมาก ๆ ทั้งทุกเวอร์ชั่นที่ส่งมา

                สำหรับเนื้อเรื่องเนี๊ยะ ต้องให้คะแนนเต็ม ครบทุกรสชาติ สนุกสนาน บันเทิง ตื่นเต้น ผจญภัยกลมกล่อมมาก ยังได้เห็นฝีมือลายมือของนักแสดงระดับตำนาน “โรบิน วิลเลียมส์”  รับบทอลันตอนโต ส่วนเด็กน้อยทั้ง 2 คน จูดี้ “คิร์สเตน ดันสท์” (นางเอก Spider Man ทั้ง 3 ภาค) และ ปีเตอร์” แบรดลีย์ เพียซ” ก็แสดงได้ดี น่ารักสมวัย กลายเป็นฮีโร่สมัยที่เรายังนั่งดูตอนเด็ก ๆ จูแมนจี้ นอกจากจะได้สนุกสนาน ไปกับสิงสาราสัตว์ ความตื่นเต้นที่ออกมาจากในเกม เรายังได้เห็นชีวิตของเด็กแต่ละคนในเรื่องอีกด้วย หนังแฝง Coming of Age ไว้ได้แบบเนียน ๆ ส่วนเรื่องของภาพ CG สมัยนั้น ถือว่าทำได้เยี่ยม ดูไม่ขัดตา ทั้งหมดต้องบอกว่า ดูรวม ๆ แล้วมีเสน่ห์เหลือเกิน แนะนำว่าเป็นหนังเก่าต้องดู!

คะแนน : A+

ย้อนรักวัยใสแบบมัธยม “สิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่ารัก”

เชื่อว่าหลาย ๆ คนมีความรักกุ๊กกิ๊กสมัยเรียนมัธยม แอบชอบรุ่นพี่ แอบชอบเพื่อน วันนี้มีหนังไทยเรื่องหนึ่ง .. ที่เหมาะมาก ๆ สำหรับใครที่กำลังอินเลิฟ อยากได้แรงบันดาลใจในการแอบรักพีค ๆ “สิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่ารัก” (2010) นำทีมโดยนักแสดงวัยรุ่นมากความสามารถ “มาริโอ้ เมาเร่อ” และ “ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์” สร้างตำนานความรัก กุ๊กกิ๊กของน้องน้ำและพี่โชน จนถึงทุกวันนี้ ดูกี่ทีก็อดยิ้มไม่ได้

“สิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่ารัก” เป็นเรื่องราวของ “น้ำ” (พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์) สาวน้อยม.ต้น หน้าตาธรรมดา ไม่เก่ง ไม่โดดเด่น เธอและกลุ่มแก๊งชอบส่องพี่ม.ปลายกันอยู่เรื่อย และนั่นเป็นจุดเริ่มต้น ที่ทำให้น้ำ หลงรัก “พี่โชน”(มาริโอ้ เมาเร่อ) ม. 4 ผู้ชาย ที่หล่อเท่ห์สุด ๆ จิตใจดี แถมความสามารถเก่งทุกทาง ทำให้น้ำมีสาว ๆ คู่แข่งมากหน้าหลายตา เธอจึงหันมาทำสวย พัฒนาตัวเอง เปลี่ยนแปลงตัวเองทุกรูปแบบ และทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้อยู่ใกล้ ๆ พี่โชน ไม่ว่าจะเป็น ขัดผิวให้ตัวขาว เล่นละครเวที สมัครเข้าวงโยธวาทิต เอาขนมไปให้ เดินผ่านหน้าชั้นเรียน ฯลฯ โดยมีเพื่อนในแก๊งคอยให้สนับสนุน ไม่นานนักน้ำก็เริ่มสวย ได้เป็นดรัมเมเยอร์และดาวโรงเรียน ทำให้มีหนุ่ม ๆ เข้ารายล้อมเธอ ยกเว้นพี่โชน คนเดียวที่เธอรอคอย

 น้องน้ำพี่โชน ความรักนำมาพามาซึ่งแรงบันดาลใจ

แอบรัก แอบชอบ หรือ แอบปลื้ม เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัยจริง ๆ ตัวหนังนำเสนอ ผ่าน น้องน้ำ เด็กสาวธรรมดา ที่พยายามทำทุกอย่าง พัฒนาตัวเองโดยใช้พี่โชนเป็นแรงบันดาลใจ ในการทำสวย เรียนให้เก่ง เพื่อที่จะได้คู่ควรกับพี่โชน จุดนี้เชื่อว่า ทุกคนต้องเคยผ่านมาแล้วทั้งนั้น ตัวหนังเลือกหยิบเรื่อง “แอบรัก” ออกมาสื่อได้อย่างเข้าถึง เข้าใจง่าย ๆ และอินหนักมาก เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว

สำหรับเนื้อเรื่องของ สิ่งเล็ก ๆ ที่เรียกว่ารัก เรียกได้ว่าครบทุกรสชาติ นอกจากจะได้เห็นความรักใส ๆ เป็นธรรมชาติ ผ่านน้องน้ำและพี่โชน แล้วยังได้เห็นมิตรภาพของแก๊งเพื่อน ผ่านทุกข์ ผ่านสุขและเติบโตมาด้วยกัน แอบมีกลิ่นอายหนัง Coming of age ได้แนบเนียนมาก ๆ อีกอย่างที่ชอบคือ บรรยากาศในโรงเรียน คุณครู นักเรียน ค่านิยม ธรรมเนียมต่าง ๆ ของโรงเรียนมัธยม หนังทำออกมาได้ดีมาก โดยเฉพาะช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ ในเรื่องการเอาสติ๊กเกอร์ไปติดให้กับที่ชอบหรือปลื้ม หนังตีโจทย์แตกมาก กลายเป็นธรรมเนียม ที่เด็ก ๆ นิยมทำกันอีกครั้ง หลังจากที่ตัวหนังปล่อยออกมา นอกจากนี้ขอชื่นชม ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ที่ทำให้น้องน้ำ กลายเป็นแรงบันดาลใจของเด็กสาวหลาย ๆ คน ดูแล้วทั้งยิ้มตาม ทั้งสงสาร รวม ๆ แล้ว “สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก” เป็นหนังที่มี่เสน่ห์ น่ารักสมวัย ใครที่หาหนังรักแบบไม่เครียด ละมุน ก็แนะนำเรื่องนี้เลย!

คะแนน : C+

 “God of Egypt” หนังเทพเจ้าอียิปต์ ดูง่าย แถม CG สุดอลังการ

                ปกติเราเคยเห็นแต่เทพเจ้าตำนานกรีก โรมัน (ซุส โพไซดอน ฯลฯ) ถูกดัดแปลงออกมากลายเป็นหนัง ที่ดูง่าย ๆ ถ้าคิดไม่ออกก็ให้คิดถึงเรื่อง Percy Jackson หรือ Clash of Titan แต่นี่เป็นภาพยนตร์เรื่องแรก! ที่หยิบเอาตำนานของเทพเจ้าฝั่งอียิปต์ ออกมาเล่าเป็นภาพยนตร์แฟนตาซีสุดอลังการ “God of Egypt” (2016) เล่นใหญ่ แต่เกือบไปไม่ถึงฝันเพราะกวาดรายได้และกระแสวิจารณ์ที่ไม่ค่อยดีนักกลับไป แต่ที่จำติดตาได้คือ ญาญ่า และ ณเดชน์ เวอร์ชั่นฮอลลีวูด

“God of Egypt” พาเราย้อนกลับไปในยุคสมัยอียิปต์โบราณ  ซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองของเหล่าทวยเทพ บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุขภายใต้การปกครองของเทพเจ้า จนกระทั่ง “เทพเซท” เทพเจ้าแห่งทะเลทราย (เจอร์ราด บัตเลอร์) เปิดศึกชิงบัลลังก์กับ “เทพฮอรัส” เทพเจ้าแห่งท้องฟ้า (นิโคไล คอสเตอร์ วัลดาอู) ทั้งสองแปลงร่างต่อสู้กันอย่างดุเดือด ฮอรัสเป็นฝ่ายพลาดท่าเสียดวงตาให้กับเซท บ้านเมืองอียิปต์เข้าสู่กลียุค มนุษย์ถูกเรียกใช้งานเหมือนทาส หนึ่งในนั้น “ซายา” คนรักของหัวขโมยหนุ่ม “เบค” ทั้งสองรักกันสุดหัวใจ แต่ซายามาสังเวยชีวิตของเธอเสียก่อน เบคไม่ยอมรับการตายของซายา จึงต้องไปขอความช่วยเหลือจาก เทพฮอรัสซึ่งสูญเสียพลังไปเพราะไร้ดวงตา ทั้งสองจึงต้องร่วมมือกันเพื่อกอบกู้เมืองอียิปต์จากเซท และช่วยซายารักกลับมา โดยได้รับความช่วยจากเทพเจ้าองค์อื่น ๆ ตลอดการเดินทาง ทั้งฮาเธอร์ เทพีแห่งความรัก ท็อต เทพนักปราชญ์ ฯลฯ

God of Egypt เล่าตำนานเทพอียิปต์ อย่างง่ายเข้าใจไม่ยาก

ถึงแม้ว่าเนื้อเรื่องจะไม่ค่อยส่งเท่าไหร่ แต่ความโดดเด่นของ God of Egypt คือการนำเสนอตำนานของเทพเจ้าอียิปต์ได้อย่างไม่จำเจ ไม่ต้องไปนั่งอ่านหนังสือให้วุ่นวาย ก็เรียนรู้ตำนาน ความสัมพันธ์ ความโดดเด่นและของเทพเจ้าแต่ละองค์ได้อย่างเข้าใจ ถึงแม้ว่าจะดูโอเวอร์ แต่พื้นเพก็ไม่ผิดไปจากเรื่องเล่าเดิม แยกเทพเจ้าที่ลงมาปะทนกับมนุษย์ออกได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นขนาดตัวที่ใหญ่กว่า เกาะเพชรเจ็ดสีเวลาแปลงร่าง หรือเลือดที่ไหลออกมาเป็นสีทอง

God of Egypt ได้ทีมสร้างจากภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ I Robot , The Crow  ทุ่มทุนกว่า 150 ล้านบาท โดดเด่นตรง CG ทำได้เวอร์วังอลังการมาก แสงสีตระการตา คอสตูมนี่ไม่ต้องพูดถึง  เล่นใหญ่เกาะเพชร 7 สีมาก ๆ การแสดงเข้มข้นได้นักแสดงแนวหน้าอย่าง เจอร์ราด บัตเลอร์ สวมบทบาทเทพเซท ได้อย่างน่าเกรงขามมาก ๆ (ปกติจะเล่นแต่บทพระเอก) คู่พระนาง เบค และ ซาย่า ก็ได้ เบรนตัน ธเวทส์ และ คอร์ทนีย์ อีตัน ออกมาวิ่งวน อลหม่าน ทั้งหมดดีแล้วขาดแต่เนื้อเรื่องที่ยังไม่ค่อยส่งเข้าเท่าไหร่ รายละเอียดเยอะเกินจนไม่รู้จะมองทางไหนดี แต่หักลบกลบหนี้กันแล้ว ก็นับว่าเป็นหนังแฟนตาซีเรื่องหนึ่งที่น่าดูชม  ดู CG ก็คุ้มแล้ว

 คะแนน : C+

ชวนย้อนวัยเด็ก วันหยุดสุดสัปดาห์กับวู้ดดี้และผองเพื่อนใน“Toy Story 3”

สุดสัปดาห์นี้ถ้าใครมีโอกาสได้หยุดพักผ่อน ว่างเว้นจากงาน ก็อยากจะชวนมาคืนความสดใส ย้อนวัยเยาว์ไปกับการ์ตูนอนิเมชั่นไตรภาคเยี่ยมยอดตลอดกาล “Toy Story” ซึ่งปล่อยภาคแรกมาตั้งแต่ออกมาเมื่อปี 1995  ภาค 2 เมื่อ ปี1999  ในชื่อ “Toy Story 2” และเว้นวรรคยาวนานถึง 10 ปี ถึงได้ปล่อย “Toy Story 3” ออกมาให้เราได้ชมกันอีกครั้งเมื่อปี 2009 ซึ่งถือว่าเป็นการปิดไตรภาคของการ์ตูนชุดนี้ได้อย่างดีเยี่ยมเลยทีเดียว (มีข่าวกระซิบด้วยนะว่าจะมี Toy Story 4)

“Toy Story 3” เล่าถึงเรื่องราวของกลุ่มของเล่นของ “แอนดี้” นำทีมโดย “นายอำเภอวู้ดดี้”, “นักบินอวกาศ บัซ ไลท์เยียร์”, “คาวเกิร์ลสาว เจส” และเพื่อน ๆ แก๊งเดิม เร๊กซ์, ครอบครัวโปเตโต, สกิงกี้, เอเลี่ยน ฯลฯ กลับมาครบทีม การผจญภัยครั้งสุดท้ายเริ่มขึ้น เมื่อปีนี้แอนดี้ ได้เติบโตขึ้นผ่านวัยเด็กเข้าสู่วัยรุ่นเต็มตัว ต้องจากบ้านไปเรียนที่มหาวิทยาลัย การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้เหล่าของเล่นถูกเก็บไว้ไปที่ห้องใต้หลังคา แต่ระหว่างการขนย้ายนั้นแม่ของแอนดี้คิดว่าเป็นถุงขยะ จึงทำให้เหล่าของเล่นเดินทางสู่ซันนี่ไซด์ สถานรับเลี้ยงเด็ก พวกเขาได้พบ “ล็อตโซ่” ตุ๊กตาหมีสีชมพูตัวโตน่ากอด ซึ่งเป็นผู้นำควบคุมและจัดระบบของของเล่นทั้งหมดในซันนี่ไซด์ เหล่าของเล่นต่างน้อยใจคิดว่าแอนดี้ไม่ต้องการแล้ว ยกเว้นวู้ดดี้ ที่ยืนกรานจะกลับไปหาแอนดี้เพียงลำพัง แต่ระหว่างทางกลับบ้านนั้น วู้ดดี้ก็ได้พบความจริงว่า ซันนี่ไซด์ เสื่อมโทรมและเป็นสถานที่อันตรายสำหรับของเล่น โดยมีล็อตโซ่เป็นตัวการทั้งหมด เขาจึงต้องกลับไปช่วยเหลือเพื่อน ๆ เหล่าของเล่น ทั้งหมดจึงวางแผนเพื่อให้ได้กลับบ้านให้ทันเวลาก่อนวู้ดดี้จะไปมหาวิทยาลัย

“วู้ดดี้” นายอำเภอผู้ไม่เคยทิ้งมิตรภาพและความเชื่อ

ตัวละครเอก นายอำเภอวู้ดดี้ (ให้เสียงพากย์โดย ทอม แฮงส์ ) ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของ “มิตรภาพ” ก้าวผ่านทุกช่วงวัยมาพร้อม ๆ กับแอนดี้ตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งเติบโตไปเรียนมหาลัย วู้ดดี้ก็ยังคงอยู่ข้าง ๆ รักและเชื่อมั่นในตัวแอนดี้ไม่มีเสื่อมคลาย เขาไม่เคยคิดว่าแอนดี้จะทอดทิ้งเขาหรือเพื่อนของเล่นอื่น ๆ และถึงแม้ว่าวู้ดดี้จะเป็นคนเดียวที่แอนดี้จะพาไปมหาวิทยาลัยด้วย แต่เมื่อเพื่อนมีภัย เขาก็ไม่เคยวิ่งหนี รีบกลับไปช่วยทุกคนให้พ้นจากอันตราย คาดหวังให้ทุกคนได้อยู่พร้อมหน้า เป็นตัวละครที่ช่วยเติมไฟและเป็นฮีโร่ของทุกช่วงวัยได้เป็นอย่างดี

สำหรับ “Toy Story 3” ทุกอย่างละมุนเหมือนเป็นของหวาน คืนความสดชื่นทุกครั้งที่ได้ดู เนื้อเรื่องมีความลงตัวครบทุกรสชาติ ทั้งสนุก ตื่นเต้นและอิ่มเอม (มีฉากเรียกน้ำตาในตอนท้าย) ปิดไตรภาคได้สมบูรณ์แบบ แฝงใจความสำคัญเกี่ยวกับมิตรภาพ ความสนุกสนานและการเติบโตของเด็กได้อย่างลงตัว ความคลาสสิกของเพลงประกอบ “ฉันคือเพื่อนรู้ใจ” ฟังกี่รอบแล้วก็ยังใจสั่นเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง สำหรับภาพก็สวยสมวัยสไตล์พิกซาร์ สีสันสวย ลื่นตา

วันหยุดนี้ถ้าอยากเติมไฟ คืนความกระชุ่มกระชวยหวนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง อย่าลืมไปผจญภัยกับวู้ดดี้นะ

คะแนน : A+