Begin Again เพราะรักคือเพลงรัก

วันนี้เราจะพาไปรู้จักกับภาพยนตร์แนวโรแมนติกปนดราม่าเล็ก ๆ จากผู้กำกับ จอห์น คาร์นีย์ ที่นำแสดงโดยนักแสดงคุณภาพอย่าง เคียรา ไนต์ลีย์มาร์ก ราฟฟาโล่เฮลี สไตน์เฟลด์ และนักร้องหนุ่มชื่อดังอย่าง อาดัม เลอวีน ที่เนื้อเรื่องพยายามพูดถึงการเริ่มต้นใหม่ หลังจากเจอเหตุการณ์ร้าย ๆ ในชีวิต พร้อมกับเป็นเจ้าของบทงานเพลง ลอสสตาร์ ที่เนื้อเพลงเล่าถึงการตามล่าความฝันและเส้นทางชีวิตแสนไพเราะ ที่ต้องลองฟังสักครั้งในชีวิต

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อหนุ่มใหญ่อย่าง แดน มัลลิแกน (มาร์ก รัฟฟาโล) ผู้บริหารค่ายเพลงในนครนิวยอร์ก ที่กำลังเจอกับปัญหาใหญ่ เมื่อไอเดียของเขานั้นล้าสมัย และไม่เป็นที่นิยม จึงทำให้เขาถูกไล่ออกจากบริษัทของตัวเอง ฉากนี้พยายามสื่อถึงคนที่ท้อแท้หมดหวัง และหมดกำลังใจในตัวเองถึงขีดสุด ซึ่งเป็นมุมมองที่ดีในการนำเสนอแนวทางแก้ไขให้กับคนที่กำลังประสบปัญหาเหล่านี้อยู่ โดยเนื้อเรื่องดำเนินในแบบที่ตัวละครสิ้นหวัง แต่ไม่ได้สิ้นคิด เขายังคงหวังว่าจะเจอไอเดียใหม่ๆเพื่อที่จะได้กลับไปยึดบริษัทของตัวเองคืน จนมาเจอกับ เกรต้า (เคียรา ไนต์ลีย์) นักร้องและนักแต่งเพลงสาวสวย ที่โดดเด่นและโดดเดี่ยว แดนจึงพยายามชักชวนให้เธอมาทำผลงานเพลงกับเขา เพราะเขาเชื่อว่าเพลงของเกรต้าจะต้องดังและเป็นที่นิยมอย่างแน่นอน

ในตอนแรกที่เจอกับผู้บริหารที่ไร้บริษัทอย่างแดนนั้น เกรต้าก็ไม่มั่นใจที่จะไปเสี่ยงกับเขา เพราะเธอมีแฟนหนุ่มเป็นศิลปินชื่อดังคอยดูแลอยู่แล้ว แต่เมื่อเธอได้รู้ความจริงว่า  เดฟ โกห์ล (อาดัม เลอวีน) แฟนของเธอนั้นหักหลังเธอด้วยการแอบไปมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้หญิงในช่วงที่เขาไปโปรโมทอัลบั้ม ทำให้เกรต้าตัดสินใจหันหลังให้กับคอนโดหรูและมาอาศัยอยู่กับเพื่อนนักดนตรีของเธอแทน เนื้อเรื่องเล่าถึงความเจ็บปวดจากการถูกหักหลังได้อย่างครบรส และสื่อถึงเรื่องราวที่เจ็บปวดของเกรต้ากับแดนได้อย่างชัดเจน จะสังเกตได้ว่าทั้งตนนั้นมีสิ่งหนึ่งที่คล้ายกันนั่นคือ การโดนคนที่ไว้ใจหักหลัง ซึ่งตัวละครก็ทำออกมาได้ดีทีเดียว ส่วนอีกหนึ่งฉากที่เป็นฉากประทับใจและน่าจดจำมาก ๆ นั่นก็คือ ตอนที่เดฟแฟนเก่าของเกรต้า นำเพลงที่เธอแต่งให้เขาตอนที่อยู่ด้วยกันสองคนขึ้นแสดงบนเวลา เป็นฉากที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด และความรู้สึกคาดหวังที่จะได้รับการอภัยของฝ่ายชาย บวกกับความเสียใจเมื่อต้องคิดถึงเรื่องราวเก่า ๆ และการตัดสินใจที่จะไม่กลับไปอยู่ในจุดเดิมอีกครั้งของฝ่ายหญิง เรียกได้ว่าเป็นฉากที่อึดอัดและอยากร้องไห้ตามไปด้วยจริง ๆ

เป็นภาพยนตร์คุณภาพอีกเรื่องที่นอกจากเนื้อเรื่องจะให้ข้อคิดในการต่อสู้กับปัญหาในชีวิตอย่างมากมายแล้ว ในส่วนบทเพลงแนวบัลลาดที่ใช้ประกอบในเรื่องนั้นก็ยังเพราะติดหูสุดๆ เลยด้วย ลองเปิดใจดูกันสักครั้งนะ

 

Bad Genius ฉลาดเกมส์โกง เรื่องราวความเจ้าเล่ห์ของวัยรุ่นไทย

หลายคน ๆ คงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “ดูหนังไทยไปก็เสียเวลา แล้วก็ต้องเสียตังค์แพง ๆ ไปดูในโรงภาพยนตร์หรอก เดี๋ยวรอดูตามเว็บเอาดีกว่า” กันบ้างอยู่แล้วใช่ไหมล่ะ วันนี้เราจึงมาแนะนำภาพยนตร์ไทย ที่จะมาลบคำสบประมาทเหล่านี้ออกไปอย่างสิ้นเชิงนั่นคือ Bad Genius ฉลาดเกมส์โกง เป็นหนังแนวดราม่าเกี่ยวกับปัญหาชีวิตวัยรุ่น ที่เข้าฉายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 การันตีคุณภาพโดยการได้รับเลือกให้เป็นภาพยนตร์ฉายเปิดเทศกาลภาพยนตร์เอเชียนิวยอร์ก ครั้งที่ 16 ณ สหรัฐอเมริกา อีกทั้งยังเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรก ที่ถูกนำไปรีมาสเตอร์เพื่อเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ไอแมกซ์อีกด้วย

เนื้อเรื่องเล่าถึงเรื่องราวของเด็กม.ปลาย ที่มีชีวิตแตกต่างกัน เริ่มต้นที่ ลิน (ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง) นักเรียนสายเรียนดี เป็นที่รักของคุณครู ผู้ครองเกรดเฉลี่ย 4.00 ทุกปีการศึกษา แต่ฐานะทางบ้านของเธอนั้นไม่ดีสักเท่าไหร่ พ่อของลิน ทำงานเป็นคุณครูในต่างจังหวัด จึงเป็นเหตุทำให้เธอมักจะโดนดูถูกและเป็นแผลในใจตลอดเวลา ซึ่งเพื่อนสนิทของลินคือ  เกรซ (อิษยา ฮอสุวรรณ) เด็กสาวที่รักในการทำกิจกรรมเป็นอย่างมาก แต่ผลการเรียนของเธอกลับย่ำแย่จนไม่เป็นที่น่าพอใจ เธอจึงต้องพยายามที่จะดีดตัวเองให้สูงขึ้น เนื่องจากเธอกำลังคบหากับ พัฒน์ (ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ) เด็กหนุ่มที่เติบโตมาในครอบครัวที่เพียบพร้อมไปด้วยเงินทองและบริวาร เรียกว่ารวยล้นฟ้าเลยก็ว่าได้ จึงทำให้เขามีแนวคิดฝังหัวที่ว่าเงินสามารถซื้อทุกสิ่งทุกอย่างได้ ด้วยความที่เป็นลูกชายคนเดียว พ่อแม่ของพัฒน์จึงคาดหวังให้เขาได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำ เรื่องราวของธุรกิจการศึกษาจึงเกิดขึ้น เมื่อคนหนึ่งมีสมองที่ฉลาดเป็นกรด ส่วนอีกคนมีเงินที่พร้อมจะจ่ายให้กับทุกสิ่งที่อยากได้

เมื่อเด็กทั้งสามตกลงที่จะทำงานใหญ่ด้วยกัน  นั่นคือการสอบ STIC ที่ยากและเป็นมาตรฐานระดับสากล พวกเขาจึงต้องวางแผนกันอย่างรอบคอบและรัดกุม เพื่อให้ได้ในสิ่งที่พวกเขาไม่ได้คาดหวัง แต่เป็นสิ่งที่พวกเขาเหล่านี้ถูกคาดหวัง ซึ่งเป็นความแปลกใหม่และความกล้าคิดกล้าทำของผู้กำกับ ที่สร้างเนื้อเรื่องเสียดสีสังคม และการศึกษาของไทยได้อย่างเจ็บแสบมากทีเดียว ตัวละครแต่ละตัวมีปมปัญหาที่เจ็บปวดในชีวิตของตัวเอง ซึ่งนักแสดงทุกคนสามารถสื่อออกมาได้อย่างชัดเจน สมกับที่ได้รับเลือกไปเป็นภาพยนตร์ฉายเปิดเทศกาลภาพยนตร์เอเชียนิวยอร์กจริง ๆ

ไม่ใช่แค่ตัวละครในเรื่องเท่านั้นที่ทำเรื่องไม่ดี เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่คนอื่นคาดหวัง เพราะหนังเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่เราทุกคนต้องเคยพบเจอมาด้วยตัวเอง หรือพบเจอโดยคนใกล้ตัว เป็นความอึดอัดกดดันที่หาทางออกได้ยาก สำหรับใครที่ชอบหนังแนวดราม่า และโชว์ทักษะความเก่งกาจของตัวละครได้อย่างดีนั้น รับรองว่าถ้าดูเรื่องนี้แล้ว จะต้องได้หนังในดวงใจ เพิ่มไว้ในลิทรายชื่อหนังโปรดอีกเรื่องอย่างแน่นอน

 

A Quiet Place ดินแดนไร้เสียง

วันนี้เรามาเอาใจคนรักภาพยนตร์ที่เป็นสาวกแนวระทึกขวัญ หลอนประสาท และกดดันกันสุดขีด กับภาพยนตร์ระทึกขวัญแนวใหม่ ที่ไม่ต้องใช้คนแสดงเป็นสิบก็ดำเนินเรื่องได้แบบถึงใจสุด ๆ มีตัวละครที่ดำเนินเรื่องคือ คู่สามีภรรยาและลูก ๆ ของพวกเขา ซึ่งรับบทโดยเอมิลี่ บลันต์ ภรรยาในชีวิตจริงของจอห์น คราซินสกี รับหน้าที่เป็นทั้งพ่อในเรื่องและเป็นผู้กำกับอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นหนังแนวระทึกขวัญที่ดีที่สุดของปีนี้เลยทีเดียว เพราะเนื้อเรื่องเล่นกับความเงียบ และความสัมพันธ์ในครอบครัว เป็นปมปัญหาที่ขนาดคุยกันด้วยเสียงยังก็แก้ยาก แล้วเรื่องนี้ต้องคุยกันด้วนภาษามือ กดดันคนดูจนแทบไม่กล้าหายใจกันเลยทีเดียว

เริ่มต้นเรื่องราวด้วยความเงียบ พร้อมกับบรรยากาศของเมืองที่เหมือนจะร้างจนไร้ผู้คน แต่ก็มีครอบครัวหนึ่งที่ยังอยู่รอด นั่นคือ ครอบครัวแอบบอตต์ พวกเขากำลังจะเดินทางด้วยเท้า เพื่อไปสร้างหลักแหล่งอยู่นอกเมือง โดยการโรยทรายไปตามทางเพื่อไม้ให้เกิดเสียงเวลาเดิน ในแต่ละวันพวกเขาต้องดำเนินชีวิตกันแบบไร้เสียง เพราะถ้ามีใครทำเสียงดังขึ้นมาละก็ เจ้าสิ่งลับมันจะบุกมาคร่าชีวิตของพวกเขาทันที เนื้อเรื่องดำเนินไปด้วยความเงียบ สำหรับคนที่ไปดูในโรงภาพยนตร์คงจะรับรู้ความรู้สึกที่ว่า หนังสามารถคุมคนดูได้อย่างอยู่หมัด จากที่มีเสียงคนคุยกันคึกคัก เสียงขบเคี้ยวขนมในตอนแรก พอเมื่อหนังเริ่มฉายได้ไม่ถึง 5 นาที ทุกอย่างก็เงียบสนิท เหมือนไม่มีคนดูอยู่ในโรง เมื่อมีฉากที่เกิดเสียงดังก็จะได้ยินเสียงสูดลมหายใจของคนในโรงอย่างแผ่วเบา เรียกได้ว่าเป็นหนังเงียบที่ทำได้ดีสมกับชื่อเรื่องจริง ๆ

ปมของหนังเล่นกับความรู้สึกของคนดูอย่างหนักหน่วง ความกดดันที่ไม่สามรถออกเสียงได้ ความเศร้าโศกจากการสูญเสียลูกชายตัวน้อย ๆ ไป และความเจ็บปวดของคนเป็นพ่อเป็นแม่ที่ไม่สามารถปลอบโยน หรือแม้แต่ร้องไห้ให้ลูกได้ เป็นความเจ็บปวดที่ดาราชื่อดังอย่าง เอมิลี่ บลันต์ ต้องใช้ทักษะในการแสดงอารมณ์ทางสีหน้าที่ยากมาก ๆ แต่เธอก็สามารถทำออกมาได้เข้าถึงคนดูอย่างลึกซึ้งจริง ๆ เนื้อเรื่องดำเนินต่อไปเกือบสองร้อยวัน แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็อุบัติขึ้น เมื่อเธอเกิดตั้งครรภ์ ไม่มีความเป็นไปได้เลยที่จะคลอดทารกออกมาโดยไม่ใช้เสียง พวกเขาจึงพยายามสร้างห้องเก็บเสียงขึ้นมา ในส่วนนี้หนังสื่อถึงบทบาทของพ่อแม่ได้ชัดเจน การพยายามหาหนทางที่จะปกป้องลูกๆ และช่วยลูกสาวคนโตที่หูหนวก ซึ่งเป็นอีกตัวละครที่ต้องขอชื่นชมว่าแสดงได้ดีจริง ๆ เพราะมิลลิเซ็นต์ ซิมมอนด์ ในบทเรแกน เธอคือเด็กสาวที่หูหนวกจริงๆ ซึ่งถือว่านักแสดงทุกคนทำงานกันอย่างหนักเลยทีเดียว

สำหรับใครที่ยังลังเลว่าควรดูดีหรือไม่ หรือไม่เคยดูหนังแนวระทึกขวัญกดดันความรู้สึกแบบนี้มาก่อน ขอแนะนำให้ลองเปิดใจให้กับเรื่องนี้ดูนะ รับรองว่าคุณจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

 

Enchanted มหัศจรรย์รักข้ามภพ หนังรักอารมณ์ดีที่ต้องดู

วันนี้เราจะพาคุณกระโดดข้ามภพ ข้ามกาลเวลา มารู้จักกับภาพยนตร์กึ่งอนิเมชั่นสัญชาติอเมริกัน ที่ดัดแปลงมาจากนวนิยาย สไตล์โรแมนติกคอมเมดี้ชื่อดัง สุดคลาสสิก อำนวยการสร้างโดยวอลด์ดิสนีย์พิคเจอร์ส และโจเซฟสันเอ็นเตอร์เทนเมนต์ เข้าฉายในไทยเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2551 เป็นภาพยนตร์ที่ใช้เพลงประกอบรวม ๆ แล้วประมาณ 15 เพลงด้วยกัน แถมยังใช้นักแสดงนำในการขับร้องอีกด้วยซึ่ง เอมี่ อาดัมส์ ก็ทำออกมาได้ดีมากจริง ๆ

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์ที่มีชื่อว่า ดินแดนแอนดาเลเชีย ที่ปกครองด้วยราชินีแม่มดมีนามว่า นาลิสซ่า พร้อมทั้งเจ้าชาย เอ็ดเวิร์ด ลูกบุญธรรมของเธอ อีกทั้งยังมีหญิงสาวผู้บริสุทธิ์และแสนงดงามอาศัยอยู่ นางมีชื่อว่า จีเซล (เอมี่ อาดัมส์) เธอเป็นหญิงสาวที่มีเสียงไพเราะน่าฟังที่สุดในดินแดนแห่งนี้ และยังสามารถสื่อสารกับบรรดาสัตว์ทุกชนิดในแอนดาเลเชียได้อีกด้วย ความปรารถนาเพียงหนึ่งเดียวของจีเซลคือ การได้พบเจ้าชาย เธอเชื่อว่ารักแท้นั้นสวยงาม ฉากนี้ทำออกมาได้น่าประทับใจมาก ด้วยการขับร้องเป็นบทเพลง ในขณะที่จีเซลกับบรรดาสัตว์ทั้งหลาย ช่วยกันตกแต่งร่างของเจ้าชายที่เธอพบเจอในความฝัน พร้อมกับประโยคสุดโรแมนติกที่ว่า “เมื่อเราพบใครสักคนที่สร้างมาเพื่อเรา ก่อนจะได้เคียงคู่กับเขา ต้องทำสิ่งที่สำคัญ นั่นคือจุมพิตแห่งรักแท้” เรียกได้ว่าเป็นฉากที่แสดงให้เห็นถึงมุมมองที่มีต่อความรักที่สวยงามจริง ๆ แม้เธอจะไม่เคยได้พบเจ้าชายมาก่อนเลยก็ตาม และเมื่อทั้งสองได้พบกันจากเสียงเพลงที่ไพเราะนั้น ก็ตกลงปลงใจ ที่จะแต่งงานกันในวันรุ่งขึ้นทันที เรียกได้ว่าเป็นอะไรที่เกิดขึ้นได้ยากมากในชีวิตจริง สำหรับการแต่งงานกับคนที่เพิ่งได้เจอกันแค่วันเดียว แต่ประเด็นนี้ก็ไม่ได้ทำให้หนังสนุกน้อยลงเลย

เมื่อราชินีรู้ข่าวว่าเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด และหญิงสาวแสนสวยตกลงจะแต่งงานกัน นางเลยกลัวว่าหญิงสาวผู้นั้นจะมาแย่งตำแหน่งราชินีไป จึงล่อลวงให้จีเซลว่าที่เจ้าหญิงคนใหม่ ไปอธิษฐานขอพรที่น้ำตกวิเศษ ก่อนจะเข้าพิธีแต่งงาน จากนั้นก็ผลักเธอลงไปในเหวน้ำตก พร้อมทั้งร่ายมนต์ให้จีเซลต้องตกไปอยู่ในสถานที่ ซึ่งไม่มีความสุขตลอดกาล ซึ่งที่นั่นก็คือโลกหรือสังคมในปัจจุบันของเรานั่นเอง เนื้อเรื่องพยายามสื่อถึงความวุ่นวาย อิจฉาริษยา และความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในทุกสมัย แล้วเรื่องราววุ่น ๆ ก็เริ่มต้นขึ้นเมื่อจีเซลต้องข้ามภพมากลายเป็นมนุษย์ และบังเอิญได้พบการชายหนุ่มที่เข้ามาช่วยให้เธอรอดพ้นจากคืนอันโหดร้าย อีกทั้งพยายามช่วยเธอหาทางกลับไปงานแต่งงานให้ทันอีกด้วย

เรื่องราวจะลงเอยอย่างไร เมื่อเธอต้องเลือกระหว่างความรักในเทพนิยายที่รักกันด้วยบทเพลง กับความรักในโลกปัจจุบัน ที่เต็มไปด้วยความจริงใจและอุปสรรคอีกมากมาย ตามไปให้กำลังใจเธอได้ใน Enchanted มหัศจรรย์รักข้ามภพ

 

Rise Of The Guardians ห้าเทพผู้พิทักษ์

วันนี้เราจะมาแนะนำภาพยนตร์อนิเมชั่นงานดี งานสนุก ที่มาพร้อมเทศกาลแห่งความสุขของเด็กๆ เป็นอีกหนึ่งผลงานที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพจากค่าย ดรีมเวิร์ค เข้าฉายเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2555 เรียกได้ว่าเป็นหนังที่สร้างความประทับใจในเทศกาลคริสต์มาสที่ดีมาก ๆ จนได้รับรางวัล แซทเทิลไลท์ อวอร์ด สาขาภาพยนตร์อนิเมชั่น หรือสื่อผสมยอดเยี่ยม ด้วยเรื่องราวที่จะทำให้คุณอบอุ่นหัวใจ เมื่อดูแล้วเหมือนได้เติมไฟแห่งความเชื่อ และความหวังเหมือนวัยเด็ก ให้กลับมาลุกโชนอีกครั้ง

เรื่องราวเริ่มต้นที่ใต้ธารน้ำแข็งอันหนาวเหน็บ พร้อมร่างของเด็กหนุ่มที่ฟื้นคืนชีพจากความตาย ด้วยการเลือกสรรของบุรุษแห่งดวงจันทร์ และได้ให้ชื่อเขาว่า แจ็คฟรอสต์ (ให้เสียงโดย คริสต์ไพน์) พร้อมทั้งทำให้เขามีพลังพิเศษในการความคุมความหนาวเย็น มีพลังสร้างเกร็ดน้ำแข็ง และหิมะ แต่ แจ็ค ฟรอสต์ ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับตัวเองในช่วงเวลาก่อนหน้านี้หลงเหลืออยู่เลยแม้แต่นิดเดียว เขาจึงพยายามหาร่องรอยความทรงจำนั้น และหาเหตุผลที่บุรุษแห่งดวงจันทร์เลือกเขา ให้ได้มีพลังวิเศษเหล่านี้ อีกทั้งความโดดเดี่ยวที่ไม่มีผู้คนรู้จัก หรือศรัทธาในตัวเขาแม้แต่คนเดียว เพราะคิดว่า แจ็ค ฟรอสต์ เป็นเพียงตำนานไม่มีอยู่จริง นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เขารู้สึกหมดหวังในตัวเองอย่างมาก เป็นฉากที่สะท้อนสังคมในแง่ที่ว่า เราทุกคนล้วนที่ต้องการเป็นที่ยอมรับของสังคม แม้เพียงคนเดียวที่มองเห็นคุณค่าในตัวเรา ก็จะทำให้รู้สึกไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป ซึ่งสามารถสื่อสารเรื่องราวสะท้อนสังคมออกมาได้ดีจริง ๆ

เหล่าบรรดาเทพผู้พิทักษ์ เช่น ซานตาคลอส กระต่ายอีสเตอร์ หรือแม้กระทั้งนางฟ้าฟันน้ำนม และตำนานของเทศกาลในวัยเด็ก กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ด้วยบทบาทหน้าที่ ที่คอยปกป้องคุ้มครองความฝัน และความหวังของเด็ก ๆไม่ให้ พิทช์แบล็ค หรือ บูกี้แมนเจ้าแห่งความฝันร้าย มาทำลายความฝันและความเชื่อของเด็ก ๆได้ เนื้อเรื่องดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ไม่ได้เน้นช่วงของปัญหาต่าง ๆ แบบลงลึกมากนัก อาจจะเป็นเพราะมีตัวละครหลายตัวที่ต้องกระจายบทให้ทั่วถึง จึงทำให้รายละเอียดของตัวละครนั้นน้อยลง แต่การจัดช่วงเวลาให้ตัวละครมีบทบาทในเรื่อง ก็ทำออกมาได้ดีจนต้องยกนิ้วให้ ไม่มีฉากที่ทำให้รู้สึกอึดอัดหรือไร้ประโยชน์มากนัก

ใครที่กำลังมองหาการ์ตูนดี ๆ สักเรื่องไว้ดูกับครอบครัว หรือเอาไว้ดูแก้เครียดอยู่ละก็แนะนำว่าลองเปิดใจให้กับ Rise Of The Guardians ห้าเทพผู้พิทักษ์ แล้วคุณจะได้ทั้งข้อคิดใหม่ ๆ และเติมพลังใจให้กลับมาสู้ต่ออย่างเหลือเชื่อ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน

 

The Boss Baby เรื่องราวของเบบี่ที่ดูแล้วแฮปปี้ทั้งครอบครัว

การ์ตูนอนิเมชั่นสุดน่ารักของค่าย ดรีมเวิร์ค ที่การันตีคุณภาพจากผู้กำกับชื่อดังอย่าง ทอม แมคเกรท เข้าฉายในไทยเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2017 และได้กระแสการตอบรับที่ดีเกินคาด ด้วยสไตล์หนังที่ไม่ได้สร้างมาเพื่อให้เด็ก ๆ ดูเท่านั้น เนื้อเรื่องจึงมีการโชว์ความน่ารักอย่างโดดเด่นของตัวละคร มีทั้งฉากสนุกสนาน ฉากให้ข้อคิด และฉากที่จะทำให้คุณประทับแบบลืมไม่ลงเลยล่ะ

เปิดฉากเล่าเรื่องด้วยการผจญภัยในดินแดนแห่งจินตนาการสุดสร้างสรรค์ของ ทิโมธี เท็มเบลตัน หรือ ทิม (ให้เสียงโดย Miles Christopher Bakshi) อายุ 7 ขวบ พร้อมประโยคที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจกับหลาย ๆ คน ตัวละครพยายามจะแสดงให้เห็นว่าตอนเด็กนั้นจินตนาการเป็นของเรา ไม่จำเป็นต้องกังวลถึงความถูกผิดใด ๆ ทิมมีช่วงเวลาที่แสนมีความสุข ได้ฟังเพลงพิเศษ และได้รับอ้อมกอดที่อบอุ่นในทุก ๆ คืน แต่แล้วจู่ ๆ พ่อเท็ด (ให้เสียงโดย Jimmy Kimmel) และแม่เจนิซ (ให้เสียงโดย Lisa Kudrow) ก็ถามว่าทิมอยากจะมีน้องชายสักคนหรือเปล่า ถึงแม้ว่าเขาจะตอบไปว่าการเป็นลูกคนเดียวนั้นมีความสุขแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำให้การตัดสินใจที่อยากจะมีลูกชายอีกคนหนึ่งของพ่อและแม่เปลี่ยนไป

ตัดภาพมาที่ฝั่งของบริษัทผลิตทารก ที่วาดลายเส้นได้สบายตาและน่ารักสุด ๆ รางเคลื่อนย้ายเบบี๋รูปร่างคล้ายกระดานลื่นขนาดใหญ่ ที่เรียกได้ว่าผู้ใหญ่เห็นแล้วก็อยากที่จะลองเล่นกันสักครั้งเลยทีเดียว ใช้สปริงเด้งในการแบ่งเพศชายหญิง และคัดเลือกครอบครัวโดยการหาจุดที่บรรดาทารกนั้นจะรู้สึกบ้าจี้ ส่วนเบบี๋คนไหนที่มีข้อแตกต่างจากคนอื่น ก็จะถูกส่งตัวเข้าไปทำงานในออฟฟิตของบริษัทผลิตทารกทันที เกิดมายังไม่ทันได้เป็นเด็กเล่นซนตามวัย ก็ต้องใส่สูทผูกไทต์กลายเป็นผู้ใหญ่ซะอย่างนั้น น่าสงสารจริง ๆ

แล้ววันแรกที่ครอบครัวเท็มเบลตันจะมีสมาชิกเพิ่มอีกคนหนึ่งก็มาถึง เมื่อจู่ ๆ ก็มีแท็กซี่มาจอดที่หน้าบ้านของทิม พร้อมกับมีเด็กทารกที่ใส่สูท และถือกระเป๋าสีดำใบใหญ่ แถมยังโชว์สเต็ปการแดนซ์ขั้นเทพ ลงมาจากรถอีก หลังจากบอสเบบี๋เข้ามาอยู่ในครอบครัวของทิม บรรยากาศก็เริ่มเปลี่ยนไป ทุกคนหัวหมุนอยู่กับการดูแลทารกน้อย และยังมีเวลาให้ทิมน้อยลง จนทิมเริ่มรู้สึกน้อยใจ ทุก ๆ พื้นที่ที่เคยเป็นของเขา ตอนนี้กลับถูกใช้เป็นที่วางของเล่น ของเจ้าหนูเบบี๋ไปซะหมด เป็นอีกฉากที่ทำให้รู้สึกจุกได้ดีเช่นกัน เพราะปัญหาที่เด็กรู้สึกว่าได้รับความรักอย่างไม่เท่าเทียมนั้นเกิดขึ้นจริง กับสังคมสมัยนี้ในหลายครอบครัว เนื้อเรื่องก็แก้ปัญหาได้ด้วยวิธีที่อบอุ่นหัวใจมากเลยทีเดียว

เรียกได้ว่าเป็นอนิเมชั่นที่ครบรสจริง ๆ ทั้งเรื่องราวการแบ่งปันความรักต่อคนในครอบครัว มิตรภาพระหว่างเพื่อนพ้องน้องพี่ และเรื่องราวการผจญภัยอีกมากมาย ที่จะทำให้คุณรู้สึกอบอุ่นอบอวลไปด้วยความน่ารักของทุกตัวละครในเรื่อง และได้แรงบันดาลใจอย่างล้นหลามแน่นอน บอกเลยว่าเรื่องนี้ห้ามพลาดเด็ดขาด

 

ย้อนรอยดูหนังเก่า Jumanji (1995) จูแมนจี้ เกมดูดโลกมหัศจรรย์

หลังจากที่เพิ่งได้ดูจูแมนจี้ 2017 เมื่อไม่นานมานี้และรู้มาว่าเคยมี จูแมนจี้ปี 1995 จึงได้ลองไปหาดูและถือได้ว่าเป็นหนังที่ทำให้รู้สึกอยากย้อนกลับไปเป็นเด็กเล่นเกมกระดานสุดคลาสสิคอีกเหมือนกัน แล้วอยากให้มีอะไรออกมาเหมือนในหนังบ้างเหมือนกัน และถึงแม้จะเป็นหนังเก่าcg เอฟเฟคต่างๆอาจจะไม่เท่าปัจจุบัน แต่ก็นับว่าย้อนวัยเหมือนกลับไปเป็นเด็กตอนนั่งดูหนังเหมือนกัน

Continue reading “ย้อนรอยดูหนังเก่า Jumanji (1995) จูแมนจี้ เกมดูดโลกมหัศจรรย์”

ลุ้นรักฉบับเพื่อนสนิท ฟินตลอดเรื่อง “Love Rosie”

ใครชอบความรักกุ๊กกิ๊ก จิกหมอนฟิน ยิ้มอิ่มเอมตลอดเรื่อง ต้องไม่พลาดภาพยนตร์สุดโรแมนติก ที่สร้างจาก      นวนิยายรักขายดีระดับโลก “Where Rainbows End” ที่ได้นักแสดงวัยรุ่นขวัญใจมหาชน ลิลลี่ คอลลินส์ จาก Mortal Instruments และ แซม คลาฟลิน The Hunger Games : Catching Fire มารับบทเพื่อนสนิทแอบรัก กิ๊กกัก! ใน “Love Rosie “(2014)

“Love Rosie” เป็นเรื่องราวของความสัมพันธ์ของเพื่อนซี้ มองตาก็รู้ใจ โรซี่ ดันน์ (ลิลลี่ คอลลินส์) กับ อเล็กซ์ สจ็วต (แซม คลาฟลิน) เพื่อนสนิทคิดไม่ค่อยซื่อ พวกเขาเติบโตใช้ชีวิตด้วยกันมาตั้งแต่เด็กจนโต เตรียมวางแผนจะไปเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกันที่อเมริกา แต่แล้วแผนที่วางไว้ก็ส่งสลายหายไป ด้วยคืนปาร์ตี้สุดเหวี่ยงคืนหนึ่ง ทำให้โรซี่ พลาดท่าเสียทีจนตั้งครรภ์เธอเลยเลือกที่จะปล่อยให้อเล็กซ์ไปมีชีวิตใหม่ที่อเมริกาโดยที่ไม่มีเธอ วันเวลาผ่านไปทั้งสองได้โคจรกลับมาพบกันอีกครั้ง อเล็กซ์ เรียนแพทย์และได้แฟนสาวสวยใช้ชีวิตในเมือง ส่วนโรซี่ ทำงานในโรงแรมเลี้ยงลูกคนเดียวอยู่บ้านเกิด ทั้งสองต้องพบกับบทเรียนใหม่ หาคำตอบให้กับตัวเอง ว่าความสัมพันธ์นี้จะจบลงด้วยคำว่าเพื่อนหรือไม่ ??

“โรซี่ ดันน์”คุณแม่วัยทีนที่ทิ้งความฝันเพื่อลูกรัก

โรซี่ ดันน์ ได้ดาราสาว ลิลลี่ คอลลินส์ มาสวมบทบาทสาววัยรุ่นคึกคะนอง ไม่รู้ใจตัวเองที่พลาดท่าเสียทีจนกลายเป็นคุณแม่มือใหม่ ถึงแม้ว่าจะอยากตามอเล็กซ์ไปเรียนและใช้ชีวิตสวยหรูตามที่ฝัน แต่เมื่อต้องเลือก ในที่สุดเธอก็เลือกที่จะเลี้ยงลูกเอง ไม่ยกให้กับบ้านเด็กสงเคราะห์ และใช้ชีวิตเฝ้าดูการเติบโตของเจ้าตัวน้อยที่เมืองบ้านเกิดด้วยความรัก โรซี่ เป็นต้นแบบคุณแม่วัยทีนที่หายากในยุคนี้ และเป็นตัวอย่างของวัยรุ่นหลาย ๆ คนที่มีความฝันแต่ผิดแพลน เพราะการตั้งครรภ์

สำหรับเนื้อเรื่องของ Love Rosie ไม่ได้ผิดแปลกไปจากหนังสือเท่าไรนัก ดูง่ายไม่ซับซ้อน เล่าเรื่องแบบง่าย ๆ ดูแล้วครบทุกรสชาติ อบอุ่นหัวใจ น่ารักโรแมนติก หรือจะเอาซีนอารมณ์ก็ทำได้ไม่เลว โรซี่กับอเล็กซ์ รับส่งบทกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ สับสนไม่แน่ใจในความรู้สึกของตัวเอง ดูแล้วแอบรักตามเลยทีเดียว

ความเก๋อีกอย่างคือการแฝงการเติบโต (Coming of Age) ของวัยรุ่น และการใช้ชีวิตผ่านคู่พระนางได้อย่างลงตัว เห็นภาพมาก ๆ แต่ที่แอบอึดอัดใจนิดหน่อย คือความลุ้นว่าเมื่อไหร่คู่พระนางจะลงเอยกันสักที คลาดกันไปมา ลุ้นเหนื่อยมาก ๆ จนคิดว่าอาจจะไม่ลงเอยกันซะแล้ว ส่วนเพลงประกอบจากภาพยนตร์โดดเด่นหลายเพลง โดยเฉพาะเพลง Fuck You (Lily Allen) น่ารักทะเล้นมาก ๆ  ถ้าใครแอบรักเพื่อนสนิท ก็รีบตามหาคำตอบให้หัวใจตัวเองกันนะ
คะแนน : B

หนังโปรดในดวงใจ”Alice in Wonderland” ฉบับ ทิม เบอร์ตัน  

ดิ่งลึกไปโพรงกระต่ายอีกครั้ง กับหนังรีเมครอบที่ล้านแปด กลับมาคราวนี้  “Alice in Wonderland” (2010) ถูกรังสรรค์ให้กลับมามีชีวิต โดยผู้กำกับที่มีสไตล์ไม่เหมือนใคร “ทิม เบอร์ตัน” พูดได้เลยว่าเป็นอลิซในเวอร์ชั่นที่ให้ความรู้สึกที่แตกต่าง และบันเทิงที่สุดตั้งแต่ได้ชมมา ถ้าใครยังไม่ได้ดู ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง!

การผจญภัยของ“อลิซ”(มีอา วาซิโควสกา) ในวัย 19 ปี เริ่มต้นขึ้นเมื่อเธอตกลงไปในโพรงกระต่ายอีกครั้ง พร้อมกับความทรงจำในวัยเด็กที่หายไป เธอจำผู้คนและเรื่องราวของอันเดอร์แลนด์ไม่ได้แม้แต่น้อย แต่เธอก็ได้พบ แมด แฮทเทอร์ ช่างทำหมวกจอมเพี้ยน (จอห์นนี่ เดปป์) , หนอนผีเสื้อผู้รอบรู้ แอ๊บโซเลม, ราชินีขาว (แอน แฮทธาเวย์) เชสเชียร์ แคท แมววิเศษณ์จอมเจ้าเล่ห์ ฯลฯ ขณะเดียวกันระหว่างที่เธอไม่อยู่ “อันเดอร์แลนด์” ดินแดนที่เคยสงบสุข ในตอนนี้ถูกปกครองโดยราชินีแดงจอมโหด (เฮเลน่า บอนแฮม คาร์เตอร์) ประชาชนถูกกดขี่ ไร้ความสุข และรอคอยอลิซกลับมาอีกครั้ง อลิซจึงออกเดินทางตามหาความทรงจำวัยเด็กที่หายไป พร้อมกับช่วยอันเดอร์แลนด์ให้กลับมาสงบสุขอีกครั้ง

Alice in Wonderland แบบ ทิม เบอร์ตัน ดำมืด ล้ำลึก น่าค้นหา

                ทิม เบอร์ตัน ลงมือกำกับเองทั้งที ทำให้เราได้ดูอลิซในมิติที่แปลกไปกว่าเดิม ตั้งแต่เนื้อหาเรื่องที่ไม่ได้ถูกรีเมค เหมือนก่อน ๆ แต่เป็นการเล่าถึงอลิซในอีกวัยหนึ่ง ที่เติบโตขึ้นและสับสนเรื่องราวในวัยเด็ก ลังเลว่าเรื่องที่เกิดมันจริงหรือฝันกันแน่? ดำมืดกว่าทุกภาค ภาพและสีสันก็แบบ ทิม เบอร์ตันมาก ๆ ใครจะเหมือนได้อีก

จอห์นนี เดปป์ แปลงโฉมได้เนียนเวอร์อีกครั้งในบท “แมด แฮทเทอร์”

                เสน่ห์ของอลิซในเวอร์ชันนี้ ที่ขาดไม่ได้คงจะเป็นการแปลงร่างของ จอห์นนี เดปป์ (คู่บุญทิม เบอร์ตัน)ที่สวมบทบาท “แมด แฮทเทอร์“ ช่างทำหมวกสุดเพี้ยนได้อย่างเต็มเหนี่ยว แทบจะจำไม่ได้  ไม่ว่าจะเป็นคอสตูม และลีลาการแสดง  ถือว่าเด็ด จนจำได้จนถึงทุกวันนี้

สำหรับเนื้อเรื่องของอลิซในเวอร์ชั่นนี้ เรียกว่าเล่าได้ดี ไม่จำเจ ลืมอลิซที่เราเคยรู้จักไปได้เลย! การเดินเรื่องครบทุกรสชาติ ตื่นตาตื่นใจ ทุกตัวละครสร้างความเซอร์ไพรส์จริง ๆ  สิ่งที่โดดเด่นคงจะเป็นงานภาพ กราฟิก CG เรื่องนี้ทำได้เยี่ยมมาก สวยงาม และมีความเป็นหนังของ ทิม เบอร์ตันจริง ๆ นอกจากนี้แล้วเพลงประกอบอย่าง “Underground” ที่ถูกขับร้องโดยสาวร็อครุ่นใหญ่ แอวริล ลาวีน ช่วยเติมเสน่ห์ให้อลิซ กลับไปผจญภัยวันเดอร์แลนด์ให้อย่างมีมิติจริง ๆ ถ้าใครที่ยังไม่ได้ดูบอกเลยว่าต้องตามเก็บด่วน

คะแนน  : B+

 “Primeval” โคตรเคี่ยมฟอร์มเล็ก ที่ไม่ได้มีดีแค่จระเข้

                เดี๋ยวนี้หนังจระเข้ งูใหญ่ไล่ล่า ไม่ค่อยได้รับความนิยมเหมือนแต่ก่อน ออกมาแต่ละเรื่องก็จะเป็นฟอร์มเล็ก ๆ ไม่ได้เข้าโรง CG จระเข้ก็จะออกแนวตลกแทบทุกเรื่อง แต่ในบรรดาหนังสัตว์ไล่ล่าทั้งหมดที่ได้ดูมา มีอยู่เรื่องหนึ่งที่รู้สึกว่าเข้มข้นต่างจากเรื่องอื่น แถมสร้างจากเรื่องจริงนั่นคือ “Primeval”(2007) นั่นเอง

“Primeval” เล่าถึงความสยองในพื้นที่ห่างไกลของ “กุสตาฟ” จระเข้ใหญ่ยักษ์ จอมกระหายเลือดแห่งลุ่มแม่น้ำไนล์ เขตบุรุนดี ในแอฟริกา ที่ไล่ฆ่า กินคนกว่า 300 ชีวิต แลไม่มีวี่แววว่าจะหยุด เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อ กุสตาฟ ฆ่าชีวิตนักข่าวสาวผิวขาว จนกลายเป็นข่าวฮือฮา ส่งผลให้ทีมข่าวอเมริกาถูกส่งไปทำข่าวดังกล่าว และไล่ล่ากุสตาฟตัวเป็น ๆ ให้จนได้ โดยมีโปรดิวเซอร์ ทิม ฟรีแมน (โดมินิค เพอร์เซล ), ตีฟ จอห์นสัน ( ออแลนโด โจนส์ ) ตากล้อง และ ผู้เชี่ยวชาญสัตว์ เป็นคนนำทีมข่าวลงพื้นที่เพื่อตามหาเป้าหมายของพวกเขา แต่ยิ่งตามหาพวกเขาก็ยิ่งเข้าใกล้อันตราย และปริศนาดำมืดของพื้นที่ดังกล่าว ที่ไม่ได้มีแค่จระเข้ยักษ์ที่เหี้ยมโหดเท่านั้น

Primeval ความโหดเหี้ยมไม่ได้มีแต่ในจระเข้ยักษ์!

                นอกจาก Primeval จะชูโรงด้วยจระเข้ยักษ์ “กุสตาฟ” หนังยังเล่าถึงเส้นเรื่องรอง “ลิตเติ้ล กุสตาฟ” ผู้ทรงอิทธิพลในเขตพื้นที่ ที่ไล่ล่าคนในพื้นที่อย่างเยือกเย็น โหดเหี้ยม ยิ่งกว่าสัตว์ จนได้รับฉายาตามจระเข้กุสตาฟ นอกจากระทึกจระเข้ ยังต้องมาระทึกเหตุการณ์ฆ่ายกครัว ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ปัญหาดำมืดในแทบแอฟริกาในสมัยก่อน ด้วยเหตุผลนี้เองทำให้รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ มีดีมากกว่าจระเข้ยักษ์ไล่ล่าคนไปเรื่อย กินกันจนจบเรื่อง เข้มข้นมาก ๆ

สำหรับเนื้อเรื่อง ของ Primeval โดดเด่นกว่าหนังสัตว์ไล่ล่า เรื่องอื่น ๆ นอกจากจะมีเส้นเรื่องหลักในการตามหาจระเข้แล้ว เส้นเรื่องรอง การหนีจากอันตรายของลิตเติ้ล กุสตาฟ  เข้มไม่แพ้กัน จังหวะในการไล่ล่า ก็ไม่ได้ใส่เอาเป็นเอาตาย เกลี่ยได้ดี มีช่วงพักหายใจ พร้อมกับมีเรื่องราวการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มาแถมให้ลุ้นกันไปอีก  นอกจากนี้เราจะได้เห็นความเชื่อของคนแถบแอฟริกา วิถีชีวิต ส่งผ่านออกมาแบบเนียน ๆ ส่วนที่มาของจระเข้น่ากลัวกว่าเรื่องอื่น ๆ เพราะสร้างมาจากเรื่องจริง ! กินจริง ตายจริง ส่วนเรื่อง CG ของจระเข้น้อย กุสตาฟนั้น ก็ไม่ได้แนบเนียนอะไรมาก แต่ก็ถือว่าทำดีกว่าจระเข้จีนแดงหลายตัวที่โลดแล่นออกมาบนแผ่นฟิล์ม

ถ้าใครชอบหนังแนวสัตว์ไล่ล่า ไล่ฆ่า ทดลองในแลปแล้วผิดสูตร ดุร้ายขยายร่าง อย่าง งูใหญ่ Anaconda 1 (1997) ฉลามโหด Jaws (1975) ก็ไม่ควรพลาดความโหดของ “กุสตาฟ” ด้วยประการทั้งปวง

เกร็ดความรู้ : “กุสตาฟ”(Gustave) เป็นจระเข้แห่งลุ่มแม่น้ำไนล์ ที่มีความกว่า 6 เมตร อายุยืนยาวกว่า 60 ปี ชื่อเสียงของมันคือการเป็นนักฆ่าชั้นยอด เพราะร่ำลือกันว่าฆ่าคนมากกว่า 300 คนเดียวทีเดียว เคยมีผู้พบเห็นบอกว่าลำตัวของกุสตาฟเต็มไปด้วยบาดแผลของการต่อสู้
คะแนน
: B