A Quiet Place ดินแดนไร้เสียง

วันนี้เรามาเอาใจคนรักภาพยนตร์ที่เป็นสาวกแนวระทึกขวัญ หลอนประสาท และกดดันกันสุดขีด กับภาพยนตร์ระทึกขวัญแนวใหม่ ที่ไม่ต้องใช้คนแสดงเป็นสิบก็ดำเนินเรื่องได้แบบถึงใจสุด ๆ มีตัวละครที่ดำเนินเรื่องคือ คู่สามีภรรยาและลูก ๆ ของพวกเขา ซึ่งรับบทโดยเอมิลี่ บลันต์ ภรรยาในชีวิตจริงของจอห์น คราซินสกี รับหน้าที่เป็นทั้งพ่อในเรื่องและเป็นผู้กำกับอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นหนังแนวระทึกขวัญที่ดีที่สุดของปีนี้เลยทีเดียว เพราะเนื้อเรื่องเล่นกับความเงียบ และความสัมพันธ์ในครอบครัว เป็นปมปัญหาที่ขนาดคุยกันด้วยเสียงยังก็แก้ยาก แล้วเรื่องนี้ต้องคุยกันด้วนภาษามือ กดดันคนดูจนแทบไม่กล้าหายใจกันเลยทีเดียว

เริ่มต้นเรื่องราวด้วยความเงียบ พร้อมกับบรรยากาศของเมืองที่เหมือนจะร้างจนไร้ผู้คน แต่ก็มีครอบครัวหนึ่งที่ยังอยู่รอด นั่นคือ ครอบครัวแอบบอตต์ พวกเขากำลังจะเดินทางด้วยเท้า เพื่อไปสร้างหลักแหล่งอยู่นอกเมือง โดยการโรยทรายไปตามทางเพื่อไม้ให้เกิดเสียงเวลาเดิน ในแต่ละวันพวกเขาต้องดำเนินชีวิตกันแบบไร้เสียง เพราะถ้ามีใครทำเสียงดังขึ้นมาละก็ เจ้าสิ่งลับมันจะบุกมาคร่าชีวิตของพวกเขาทันที เนื้อเรื่องดำเนินไปด้วยความเงียบ สำหรับคนที่ไปดูในโรงภาพยนตร์คงจะรับรู้ความรู้สึกที่ว่า หนังสามารถคุมคนดูได้อย่างอยู่หมัด จากที่มีเสียงคนคุยกันคึกคัก เสียงขบเคี้ยวขนมในตอนแรก พอเมื่อหนังเริ่มฉายได้ไม่ถึง 5 นาที ทุกอย่างก็เงียบสนิท เหมือนไม่มีคนดูอยู่ในโรง เมื่อมีฉากที่เกิดเสียงดังก็จะได้ยินเสียงสูดลมหายใจของคนในโรงอย่างแผ่วเบา เรียกได้ว่าเป็นหนังเงียบที่ทำได้ดีสมกับชื่อเรื่องจริง ๆ

ปมของหนังเล่นกับความรู้สึกของคนดูอย่างหนักหน่วง ความกดดันที่ไม่สามรถออกเสียงได้ ความเศร้าโศกจากการสูญเสียลูกชายตัวน้อย ๆ ไป และความเจ็บปวดของคนเป็นพ่อเป็นแม่ที่ไม่สามารถปลอบโยน หรือแม้แต่ร้องไห้ให้ลูกได้ เป็นความเจ็บปวดที่ดาราชื่อดังอย่าง เอมิลี่ บลันต์ ต้องใช้ทักษะในการแสดงอารมณ์ทางสีหน้าที่ยากมาก ๆ แต่เธอก็สามารถทำออกมาได้เข้าถึงคนดูอย่างลึกซึ้งจริง ๆ เนื้อเรื่องดำเนินต่อไปเกือบสองร้อยวัน แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็อุบัติขึ้น เมื่อเธอเกิดตั้งครรภ์ ไม่มีความเป็นไปได้เลยที่จะคลอดทารกออกมาโดยไม่ใช้เสียง พวกเขาจึงพยายามสร้างห้องเก็บเสียงขึ้นมา ในส่วนนี้หนังสื่อถึงบทบาทของพ่อแม่ได้ชัดเจน การพยายามหาหนทางที่จะปกป้องลูกๆ และช่วยลูกสาวคนโตที่หูหนวก ซึ่งเป็นอีกตัวละครที่ต้องขอชื่นชมว่าแสดงได้ดีจริง ๆ เพราะมิลลิเซ็นต์ ซิมมอนด์ ในบทเรแกน เธอคือเด็กสาวที่หูหนวกจริงๆ ซึ่งถือว่านักแสดงทุกคนทำงานกันอย่างหนักเลยทีเดียว

สำหรับใครที่ยังลังเลว่าควรดูดีหรือไม่ หรือไม่เคยดูหนังแนวระทึกขวัญกดดันความรู้สึกแบบนี้มาก่อน ขอแนะนำให้ลองเปิดใจให้กับเรื่องนี้ดูนะ รับรองว่าคุณจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

 

The Boss Baby เรื่องราวของเบบี่ที่ดูแล้วแฮปปี้ทั้งครอบครัว

การ์ตูนอนิเมชั่นสุดน่ารักของค่าย ดรีมเวิร์ค ที่การันตีคุณภาพจากผู้กำกับชื่อดังอย่าง ทอม แมคเกรท เข้าฉายในไทยเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2017 และได้กระแสการตอบรับที่ดีเกินคาด ด้วยสไตล์หนังที่ไม่ได้สร้างมาเพื่อให้เด็ก ๆ ดูเท่านั้น เนื้อเรื่องจึงมีการโชว์ความน่ารักอย่างโดดเด่นของตัวละคร มีทั้งฉากสนุกสนาน ฉากให้ข้อคิด และฉากที่จะทำให้คุณประทับแบบลืมไม่ลงเลยล่ะ

เปิดฉากเล่าเรื่องด้วยการผจญภัยในดินแดนแห่งจินตนาการสุดสร้างสรรค์ของ ทิโมธี เท็มเบลตัน หรือ ทิม (ให้เสียงโดย Miles Christopher Bakshi) อายุ 7 ขวบ พร้อมประโยคที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจกับหลาย ๆ คน ตัวละครพยายามจะแสดงให้เห็นว่าตอนเด็กนั้นจินตนาการเป็นของเรา ไม่จำเป็นต้องกังวลถึงความถูกผิดใด ๆ ทิมมีช่วงเวลาที่แสนมีความสุข ได้ฟังเพลงพิเศษ และได้รับอ้อมกอดที่อบอุ่นในทุก ๆ คืน แต่แล้วจู่ ๆ พ่อเท็ด (ให้เสียงโดย Jimmy Kimmel) และแม่เจนิซ (ให้เสียงโดย Lisa Kudrow) ก็ถามว่าทิมอยากจะมีน้องชายสักคนหรือเปล่า ถึงแม้ว่าเขาจะตอบไปว่าการเป็นลูกคนเดียวนั้นมีความสุขแล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำให้การตัดสินใจที่อยากจะมีลูกชายอีกคนหนึ่งของพ่อและแม่เปลี่ยนไป

ตัดภาพมาที่ฝั่งของบริษัทผลิตทารก ที่วาดลายเส้นได้สบายตาและน่ารักสุด ๆ รางเคลื่อนย้ายเบบี๋รูปร่างคล้ายกระดานลื่นขนาดใหญ่ ที่เรียกได้ว่าผู้ใหญ่เห็นแล้วก็อยากที่จะลองเล่นกันสักครั้งเลยทีเดียว ใช้สปริงเด้งในการแบ่งเพศชายหญิง และคัดเลือกครอบครัวโดยการหาจุดที่บรรดาทารกนั้นจะรู้สึกบ้าจี้ ส่วนเบบี๋คนไหนที่มีข้อแตกต่างจากคนอื่น ก็จะถูกส่งตัวเข้าไปทำงานในออฟฟิตของบริษัทผลิตทารกทันที เกิดมายังไม่ทันได้เป็นเด็กเล่นซนตามวัย ก็ต้องใส่สูทผูกไทต์กลายเป็นผู้ใหญ่ซะอย่างนั้น น่าสงสารจริง ๆ

แล้ววันแรกที่ครอบครัวเท็มเบลตันจะมีสมาชิกเพิ่มอีกคนหนึ่งก็มาถึง เมื่อจู่ ๆ ก็มีแท็กซี่มาจอดที่หน้าบ้านของทิม พร้อมกับมีเด็กทารกที่ใส่สูท และถือกระเป๋าสีดำใบใหญ่ แถมยังโชว์สเต็ปการแดนซ์ขั้นเทพ ลงมาจากรถอีก หลังจากบอสเบบี๋เข้ามาอยู่ในครอบครัวของทิม บรรยากาศก็เริ่มเปลี่ยนไป ทุกคนหัวหมุนอยู่กับการดูแลทารกน้อย และยังมีเวลาให้ทิมน้อยลง จนทิมเริ่มรู้สึกน้อยใจ ทุก ๆ พื้นที่ที่เคยเป็นของเขา ตอนนี้กลับถูกใช้เป็นที่วางของเล่น ของเจ้าหนูเบบี๋ไปซะหมด เป็นอีกฉากที่ทำให้รู้สึกจุกได้ดีเช่นกัน เพราะปัญหาที่เด็กรู้สึกว่าได้รับความรักอย่างไม่เท่าเทียมนั้นเกิดขึ้นจริง กับสังคมสมัยนี้ในหลายครอบครัว เนื้อเรื่องก็แก้ปัญหาได้ด้วยวิธีที่อบอุ่นหัวใจมากเลยทีเดียว

เรียกได้ว่าเป็นอนิเมชั่นที่ครบรสจริง ๆ ทั้งเรื่องราวการแบ่งปันความรักต่อคนในครอบครัว มิตรภาพระหว่างเพื่อนพ้องน้องพี่ และเรื่องราวการผจญภัยอีกมากมาย ที่จะทำให้คุณรู้สึกอบอุ่นอบอวลไปด้วยความน่ารักของทุกตัวละครในเรื่อง และได้แรงบันดาลใจอย่างล้นหลามแน่นอน บอกเลยว่าเรื่องนี้ห้ามพลาดเด็ดขาด