Catch Me If You Can อาชญากรพันหน้าที่หัวใจเว้าแหว่ง

Catch Me If You Can ถือเป็นหนังจำพวกชีวประวัติที่สนุกในตัวของมัน เพราะการนำเอาชีวิตของ ‘แฟรงก์ อบาเนล’ อาชญากรผู้เชี่ยวชาญด้านการโกงเช็ค ทั้งยังเป็นนักต้มตุ๋นที่เด็กที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ การเป็นใครก็ได้ที่เขาอยากเป็นกลายเป็นจุดเด่นของเรื่อง ทว่าผู้กำกับสามารถไล่เรียงเหตุการณ์จริงทั้งหมด แล้วเรียงร้อยให้มันกลายเป็นหนังอีกเรื่องที่ไม่ได้มีแต่ความสนุกตื่นเต้นดาษดื่นเหมือนกับหนังเรื่องอื่น ๆ

จับให้ได้ ไล่ให้ทัน

ในคราวแรก ใบปิดของ Catch Me If You Can อาจเป็นภาพของการเล่าเรื่องเด็กหนุ่มคะนองศึกอย่าง แฟรงก์ ที่ตีตราสารท้าชิงกับเจ้าหน้าที่จาก FBI คาร์ล แฮนแร็ทตี้ ที่รับบทโดย ทอม แฮงส์ การวาดภาพไว้ในหัวคร่าว ๆ ว่าในเรื่องคงมีฉากการไล่ล่าสุดเด็ดเผ็ดมันก็คงไม่ผิดไปเสียทีเดียว แต่เรื่องที่ทำให้คนดูจะต้องประหลาดใจคือการเรียงร้อยความลุ่มลึกและมิติของตัวละครให้สอดคล้องกับบทภาพยนตร์ที่ เจฟฟ์ นาธานสัน ได้รังสรรค์เอาไว้อย่างพินิจพิเคราะห์และถี่ถ้วนทีเดียว

การกำหนดวันฉายที่อเมริกาให้เป็นวันที่ 25 ธันวาคม มีผลบางอย่างกับเรื่องอย่างน่าประทับใจอย่างที่ไม่อาจบอกให้คนที่ยังไม่ได้รับชมมีอารมณ์ร่วมไปกับมันได้ แต่นั่นแสดงให้เห็นว่าทุก ๆ องค์ประกอบของเรื่องนี้ถูกคิดค้นมาอย่างดี ด้วยความตั้งใจและความเคารพตัวจริงของทั้งสองท่านอย่างสุดซึ้ง

Catch Me If You Can กลายเป็นหนังที่แสดงให้เห็นถึงจิตใจอันเปลือยเปล่าของเด็กวัยรุ่นที่ต้องเผชิญปัญหาอันหนักหนาสาหัส เรื่องครอบครัวที่เป็นโลกทั้งใบของแฟรงก์ ความรักของเขา การตัดสินใจของเขาที่จะสร้างครอบครัวเป็นของตัวเอง ความหวังเล็กน้อยริบหรี่ที่ยังไม่เคยดับสูญ ว่าสักวันพ่อกับแม่คงจะกลับมาดีกัน วันคริสมาสต์ที่แสนเงียบเหงาของทุกปี และหน้าที่ด้านความเป็นพ่อของเจ้าหน้าที่แฮนแร็ทตี้ที่สอดแทรกไว้ตลอดเรื่อง ทำให้ผู้ชมอดที่จะเอาใจช่วยทั้งสองฝ่าย ผู้ลี้และผู้ไล่ไปในคราวเดียวกัน และความแยบยลกลลวงใด ๆ ก็ตามที่แฟรงก์ได้มาเพราะความเฉลียว บวกกับความฉลาดของเขาเอง

การเอาใจช่วยคนทำผิด

ถึงแม้จะเป็นหนังชีวประวัติ แต่ก็ไม่มีฉากไหนน่าเบื่อหรือไม่น่าจดจำ ซ้ำทุกฉากยังกลายเป็นฉากที่ตัดไม่ได้เสียด้วยซ้ำ เพราะองค์ประกอบในทุก ๆ วินาทีของหนังขับกล่อมให้เราดาหน้ามีความสุขยืดอกไปกับทุก ๆ บทบาทของแฟรงก์ ในทำนองเดียวกันกับที่ต้องคอยพะวงหลังว่าเมื่อไหร่ที่เจ้าหน้าที่แฮนแร็ทตี้จะไล่ตามมาทัน จนท้ายที่สุดของเรื่องก็ยังคงถือว่าแฟรงก์ประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิตอยู่ดี และเรา ๆ เองในฐานะผู้ชมก็อดไม่ได้ที่จะมีความสุขตามไปด้วยกับความสำเร็จนั้น อันเนื่องมาจากได้เห็นทุกแง่มุมในชีวิตของตัวละครแล้วว่า เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่เปราะบางและจิตใจดีเพียงใด ทั้งนี้ เส้นเรื่องความเป็นเพื่อนของผู้หนีกับผู้ตาม ก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ประทับใจคนส่วนมากอย่างไม่ต้องสงสัย

The Wind Rises เมื่อกางปีกโผบิน และโอบกอดท้องฟ้าด้วยความรัก

“ปีกแห่งฝัน วันแห่งรัก” คือการตั้งชื่อภาษาไทยที่แยบยล ชาญฉลาด และเป็นหนึ่งเดียวกับเนื้อเรื่องอย่างถึงที่สุด สตูดิโอจิบลิมอบความหวัง ความฝัน ความรัก และแรงบันดาลใจให้กับเรามานักต่อนัก ไม่เว้นแม้แต่เรื่องราวที่ดูจริงจังอย่าง จิโร่ นักออกแบบเครื่องบินรบไฟแรง ที่ชีวิตผันผ่านมาหลากหลายสถานการณ์ ด้วยการเล่าเรื่องที่เนิบนาบ ทว่าตราลึก กดทับ แนบแน่นไปกับหัวใจของผู้ชม อันเป็นเอกลักษณ์ของจิบลิที่ทำให้เราได้ประจักษ์มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง

จุดเริ่มต้นของความฝัน

ปีกแห่งฝัน คือการกล่าวถึงเรื่องราวครึ่งแรกของเรื่อง ที่มาจากจิโร่ ชายหนุ่มผู้สายตาสั้น ชวดโอกาสการเป็นนักบินรบ แต่การที่จะทำให้เขาได้เข้าใกล้พญานกเหล็กเหล่านั้น คือเป็นผู้ให้กำเนิดมันเองเสียแทน และนั่นคือที่มาในนามบิดาของ Mitsubishi A6M Zero เครื่องบินรบญี่ปุ่นอันเลื่องชื่อนั่นเอง ชีวิตที่ตรากตรำทำงาน ไม่ได้สวยหรูนึกฝันเอาแล้วทุกอย่างจะเป็นจริงได้ดั่งใจ เขาต้องฝ่าฟันอุปสรรคทุกรูปแบบ แข่งขันกับวันเวลา อุทิศชีวิตแด่ความฝัน ด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า ตัวหนังเล่าเรื่องเหล่านี้ได้เห็นภาพชัดเจน แต่จะออกน่าเบื่อนิด ๆ ถ้าเรากำลังคาดหวังความโลดโผนหฤหรรษ์ใด ๆ เพราะ The Wind Rises เปรียบเป็นสายลมบางเบาที่พัดเอื่อย ไม่ทำให้เราหนาวเหน็บ แต่ก็ร่มเย็นและน่าชื่นใจ

วันแห่งรัก คือการเล่าเรื่องความรักเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ค่อย ๆ แทรกมาโดยที่ตัวคนดูเองย่อมรู้ตัว และกระโจนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของผู้ร่วมลุ้นให้ความรักครั้งนี้จงสมหวังจับใจ เพราะความน่ารักโดยตัวบุคลิกของนาโอโกะ นางเอกผู้แสนอ่อนหวาน โอนอ่อน แต่เข้มแข็งและหนักแน่นจนคนดูอย่างเรา ๆ ต้องนับถือหล่อนอย่างถวายหัวใจ และไร้ข้อกังขาใด ๆ จะมาสงสัยในความรักของทั้งคู่ ตลอดจนจบเรื่องในเวลาสองชั่วโมงหกนาทีนี้

The Wind Rises คือการเติมเต็มความฝันในทุก ๆ ด้านให้กับมนุษย์คนหนึ่ง เป็นก้อนสารพลังงานความรู้สึกดี ๆ ที่เราจะเสพมันเข้าไปได้ผ่านทางการรับชม ฟังเสียง และใส่ใจ การงาน ความรัก ชีวิต อันเต็มไปด้วยความทรงจำที่แสนล้ำค่า ผลงานจากฝ่ามือของเรา และคนที่เรารักสุดหัวใจ

จุดจบด้วยความรัก

จิบลิไม่ทำให้เราผิดหวังในเรื่อง The Wind Rises ปีกแห่งฝัน วันแห่งรัก เรื่องนี้ แต่เรื่องที่อาจจะทำให้บางคนดูไม่จบเรื่องได้คือความเอื่อยเฉื่อยของสายลมดังชื่อ และความอัดทับกดแน่นของฉากหลังที่ว่าด้วยเรื่องสงคราม จึงทำให้หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังฟีลกู๊ดไปเสียทีเดียว ความอัปยศอดสู ความเศร้าโศกเสียใจ หยดน้ำตาทั้งหลายทั้งแหล่ย่อมเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่สำคัญของหนังเรื่องนี้ แต่ก็เพราะมีสิ่งเหล่านี้นี่เอง ที่ทำให้ The Wind Rises มีจุดแข็งที่โดดเด่น และปีกแห่งเครื่องบินในความฝันก็จะออกมาบินแล่นฉิวทุกครั้งเมื่อขุดหนังเรื่องนี้ขึ้นมาจากความทรงจำ