รีวิว 21 เกมเดิมพันอัจฉริยะ เกมตัดสินอนาคตของคุณ

21 เป็นภาพยนตร์ที่เข้าฉายปี 2008 เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ เบน แคมป์เบล เด็กหนุ่มอายุ 21 ปี นักศึกษามหาลัย M.I.T. อัจฉริยะด้านคณิตศาสตร์ ที่ต้องการทุนการศึกษาเพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนแพทย์ที่ฮาวาร์ด เขามีประวัติที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบแต่ผู้สมัครคนอื่นก็ไม่แตกต่างกัน สิ่งที่เค้าขาดคือประสบการณ์ชีวิตที่จะทำให้แตกต่างจากผู้สมัครคนอื่น จุดเริ่มต้นของเรื่องคือเบนพลาดทุนเรียนต่อที่ฮาวาร์ด และเขาต้องการเงินเพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนแพทย์ กว่า 300,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ เป็นจำนวนเงินที่ไม่มีทางหาได้จากงานนอกเวลาของเบน ที่ได้ชั่วโมงละ 8 เหรียญ ศ. มิคกี้ โรซ่า อาจารย์ที่ M.I.T. เห็นแววความสามารถของเบนโดยเฉพาะการตัดสินใจบนหลักการความน่าจะเป็นมากกว่าอารมณ์ มิคกี้จึงเลือกเบนเข้ากลุ่มที่รวมตัวเพื่อทำเงินจากการชนะเกมไพ่ Black Jack ที่ลาสเวกัส

ด้วยโอกาสหาเงินสำหรับเรียนต่อ กับประโยคเด็ดที่ว่า “ที่เวกัส คุณจะเป็นใครก็ได้ที่คุณอยากจะเป็น” เบนตกลงเข้าร่วมกลุ่มนี้ ด้วยพรสวรรค์ด้านคณิตศาสตร์และตัวเลข หลังจากฝึกจดจำรหัสต่าง ๆ และวิธีการทำงานเป็นทีม เบนก็พร้อมที่จะเล่นเกม Black Jack และที่สำคัญคือเทคนิคการนับไพ่ เป้าหมายของเกม Black Jack คือ 21 แต้ม การนับไพ่ที่ออกมาแล้ว ว่าเป็นไพ่ใหญ่หรือไพ่เล็ก จะช่วยเพิ่มโอกาสการชนะในเกมได้มากขึ้น ไพ่ใหญ่จะเพิ่มโอกาสทำแต้มได้ใกล้เคียง 21 มากกว่า ไพ่เล็ก สมาชิกในทีมจึงกระจายกันนับไพ่ตามโต๊ะต่าง ๆ เพื่อรอเวลาที่ไพ่เล็ก ๆ ออกไปมากแล้ว เบนจะถูกเรียกไปลงเล่น เมื่อไพ่ใหญ่เหลืออยู่ในสำรับมากกว่า โอกาสชนะในเกมของเบนก็จะมากขึ้น ด้วยเงื่อนไขนี้ความสำเร็จของแผนการจึงขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ด้านคณิตศาสตร์ที่ถูกฝึกมาอย่างดีที่มีพร้อมในตัวของเบนนั่นเอง ฟังดูเหมือนแผนการนี้จะทำให้ทีมของเบนชนะได้อย่างง่ายดาย แต่อย่าลืมว่าเจ้ามือที่เสียรายได้จากแผนการนี้ก็ไม่ยอมง่าย ๆ เช่นกัน

มิคกี้จะมีประโยคเด็ด ๆ ที่ทำให้เบนและทีมชนะเกม Black Jack ตามแผน เช่น “สิ่งที่เราทำคือการนับไพ่ เราไม่ได้เล่นพนัน”, “อย่าปล่อยให้อารมณ์มีผลกับการตัดสินใจในเกม” และ “อย่าให้ถูกจับได้เพราะการนับไพ่” ทุกอย่างเป็นไปตามแผนของมิคกี้ ทีมของเบนทำงานได้ดี เนื้อเรื่องดำเนินไปอย่างสนุกทุกครั้งที่เบนเล่น Black Jack ใช้ชีวิตที่เวกัส และมีรายได้ที่เกินกว่าเบนจะจินตนาการ ภาพในหนังตัดสลับกับชีวิตนักเรียนธรรมดาที่ M.I.T. ของเบนยิ่งทำให้เห็นว่าชีวิตในเวกัสของเขาหอมหวานขนาดไหน แต่มีดีก็ต้องมีร้ายเป็นเรื่องธรรมดา วันดี ๆ ของเบนที่เวกัส ต้องแลกมาด้วยคำโกหก ความลับ มิตรภาพ เรื่องราวนำไปสู่ความขัดแย้ง ความเจ็บปวด การสูญเสีย และการแก้แค้น ไม่ว่าดีหรือร้าย ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ บทเรียนทั้งหมดก็คือประสบการณ์ชีวิต และแน่นอนว่าประสบการณ์ชีวิตของเบนแตกต่างจากคนธรรมดาอื่น ๆ แน่นอน ใครที่ชอบหนังแนวชิงไหวพริบ และการพนัน ลองเลือก 21 เกมเดิมพันอัจฉริยะ กลับมาดูอีกรอบรับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน

The Favorite หนังชิงดี ชิงเด่น เล่นประเด็นริษยาแบบละครไทย

เมื่อปี 2016 เราได้ฮือฮากับหนังอินดี้เข้าถึงยากอย่างเรื่อง The Lobster กันมาแล้ว ซึ่งต้องยอมรับเลยว่า แม้หนังกุ้งมังกรเรื่องนั้นจะเต็มไปด้วยสัญลักษณ์และการตีความต่าง ๆ แต่กลับกลายเป็นหนังที่นักวิจารณ์ต่างก็ให้คุณค่าและให้คะแนนกันสูงมาก ใครจะรู้ว่าผ่านมา 2 ปี ผู้กำกับ Yorgos Lanthimos จะหันมาทำหนังย้อนยุค ออกแนวนางร้าย ชิงดี ชิงเด่น ที่ดูสนุก มีคลาส และที่สำคัญ เข้าถึงง่าย เข้าใจง่าย และเป็นมิตรกับคนดูมากขึ้นเยอะเลย

The Favorite เป็นหนังย้อนยุค เป็นเรื่องราวในช่วงสงครามอังกฤษกับฝรั่งเศส โดยอังกฤษมีสมเด็จพระราชินีแอนน์ (โอลิเวีย โคลแมน) เป็นผู้ปกครองประเทศ และทรงมีสหายคนสนิท ชื่อเลดี้ซารา หรือซาราห์ เชอร์ชิล (เรเชล ไวซ์) ที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งเกินกว่าการเป็นเพียงสหาย แถมยังทรงไว้วางใจให้ดูแลราชการบางอย่างแทนอีกด้วย และเมื่อวันหนึ่งสาวสวยที่ชีวิตตกอับอย่างอบิเกล ฮิลล์ (เอ็มม่า สโตน) เข้ามาในวังจึงเกิดสนามรบระหว่างเลดี้ทั้งสอง เพื่อแย่งชิงตำแหน่งตนโปรดของควีนแอนน์นั่นเอง ประเด็นน่าสนใจอยู่ที่ ซาราห์ เชอร์ชิล กับควีนแอนน์ เป็นเพื่อนกันมาแต่เล็กแต่น้อย และเพราะความสนิทแบบเพื่อน ความผูกพันของผู้หญิงที่ใช้ชีวิตใกล้ชิตกันมาทั้งชีวิต เมื่อควีนแอนน์ได้ขึ้นปกครองประเทศ ซาราห์จึงได้ขึ้นเป็นคนสนิท และเธอก็รู้ใจ และรู้วิธีรับมือ ควีนแอนน์เป็นอย่างดี และด้วยแนวคิดของซาราห์นั้นฝักใฝ่และหนุนให้เกิดสงครามกับฝรั่งเศส เธอจึงเป็นผู้ชักใยพระราชินีให้ก่อสงคราม ทำให้เสียงในพระราชสำนักแบ่งเป็น 2 ฝ่ายคือฝ่ายหนุนสงคราม และฝ่ายคัดค้าน และเมื่อเอบิเกลเข้ามาก็ต้องทำเพื่อความอยู่รอด สาวหัวสูงอย่าง อบิเกล ฮิลล์ จึงเลือกฝ่ายตรงข้ามกับซาราห์ เชอร์ชิล

เป็นหนังที่เสนอทั้งเกมริษยาของเหล่าสตรี และเสนอเกมการเมือง จุดเด่นคือเป็นหนังย้อนยุคที่สะท้อนภาพผู้หญิงร้าย ๆ ที่คงถูกจริตคนไทย ทั้งควีนแอนน์ ซาร่าห์ และเอบิเกลเล่นดีและเข้าถึงบทบาทมาก เอมม่า สโตนนอกจากจะสวยมาก ๆ แล้ว บอกเลยว่าการแสดงของเธอมีเสน่ห์จนยากจะละสายตาเลยทีเดียว และที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือโอลิเวีย โคลแมน กับบทของควีนแอนน์ ผู้มีจิตใจและอารมณ์ไม่ค่อยปกติ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เอาแต่ใจ และมีปมสมัยเด็ก ซึ่งลิเวียถ่ายทอดความเป็นตัวละครนี้ออกมาได้สมบูรณ์แบบมาก ๆ  สำหรับราเชล ไวซ์ ก็แสดงบทผู้หญิงฉลาดร้าย และมีซีนอารมณ์ที่ตราตรึงมากเช่นกัน หนังเรื่องนี้การรันดีความมีคลาสและคุณภาพด้วยการเข้าชิงออสการ์ปี 2019 ถึง 10 สาขา ซึ่งก็คว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงมาครองได้ สำเร็จ สำหรับชาวสาวกละครหลังข่าวที่อยากเปลี่ยนมาเข้าชมหนังโรงไม่ควรพลาดเรื่องนี้เลย เพราะเป็นหนังฝรั่งที่มีความเป็นละครน้ำเน่า น่าหมั้นไส้ น่าหงุดหงิด แต่น่าดูมาก

The Curse of La Llorona จากตำนานปรัมปราสู่มิติมายาเขย่าขวัญ

จากการที่การดึงเอาตำนานผี ๆ ที่มีเค้าโครงมาจากเรื่องจริงในตำนานมาเขย่าขวัญผู้ชมจนประสบความสำเร็จไปหลายเรื่อง งานนี้ เจมส์ วาน ก็ขอขยายอาณาจักรของจักรวาลหนังสยองขวัญอย่าง The Conjuring ออกไปอีกด้วยการนำตำนานเก่าแก่อันเป็นเรื่องปรัมปราของทางเม็กซิโกมาสร้างเป็นหนังเรื่องใหม่ คือ “The Curse of the weeping woman” หรือในชื่อไทยก็คือ “คำสาปมรณะจากหญิงร่ำไห้” แต่คราวนี้เจมส์ วานได้มอบหมายให้เป็นหน้าที่ของ ไมเคิล ชาเวส มาช่วยดูแลและกำกับเรื่องนี้ ซึ่งแค่เห็นตัวอย่างก็ชวนให้เราขนลุกและอยากดูแล้ว

ขุดตำนานกลับมาสร้างความเขย่าขวัญ

The Curse of the weeping woman เล่าเรื่องของ “ลาโรโยนา” ซึ่งเป็นตำนานผีเก่าแก่ของทางเม็กซิโก เดิมทีลาโรโยนาเป็นหญิงสาวรูปงามที่เผลอไปตกหลุมรักกับชายหนุ่มรูปงามผู้เป็นเศรษฐีในเมือง ทั้งคู่ได้พบปะกันและตกหลุมรักกัน ในที่สุดก็ได้อยู่กินแต่งงานกันจนมีลูกชาย 2 คนความรักและชีวิตครอบครัวดูเหมือนจะสมบูรณ์แบบ แต่ก็หาใช่เป็นเช่นนั้น เมื่อฝ่ายชายหนุ่มเศรษฐีเกิดเผลอใจและไปมีกิ๊กใหม่ และที่สำคัญไม่อยากให้เธอคนนั้นเป็นแค่กิ๊กจึงพามาหยามกันให้ลาโรโยนาเห็นกันชัด ๆ ลาโรโยนาสุดที่จะยั้งใจและเบรกตัวเองไว้ได้จึงขาดสติ จับลูกชาย 2 คนไปกดน้ำจนตายเพื่อประชดสามีของเธอ แต่หลังจากเธอได้ฆ่าลูกชายทั้ง 2 ไปแล้ว เธอถึงได้สติกลับคืนมา ทุกสิ่งทุกอย่างมาไกลเกินที่เธอจะแก้ไขแล้ว เธอเสียใจและรู้สึกผิดบาปอย่างมากกับการกระทำนี้ เธอจึงก่อกรรมหนักอีกครั้งด้วยการกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย สิ่งที่เธอก่อไว้ช่างเป็นเรื่องบาปที่หนักหนา นั่นจึงทำให้วิญญาณของเธอไม่สามารถไปเกิดได้ วิญญาณของเธอจึงยังคงวนเวียนเพื่อเอาชีวิตเด็ก ๆ เพื่อนำไปทดแทนชีวิตลูกชายทั้งสองของเธอที่เสียไป นั่นเป็นตำนานที่หนังเล่าไว้บางส่วนก่อนที่หนังจะตัดกลับเข้ามาสู่เรื่องหลัก ที่ดำเนินเรื่องอยู่ในช่วงยุค 70s กับการเล่าเรื่องของแอนนา สาวที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในสถานสงเคราะห์ดูแลครอบครัวชาวเม็กซิกันครอบครัวหนึ่ง ซึ่งประกอบไปด้วยแพททริเซีย และลูกชายของเธออีก 2 คน ปรากฎว่าครอบครัวของแพททริเซียบังเอิญไปพัวพันและต้องคำสาปของลาโรโยนา แอนนาและครอบครัวของเธอเองที่ดูแลครอบครัวของแพททริเซียอยู่จึงต้องถูกร่างแหในคำสาปร้ายนี้ไปด้วย  ครอบครัวของแอนนาจึงเป็นเป้าหมายต่อไปของวิญญาณร้ายลาโรโยนา

ไอเดียการนำเสนอแปลก แต่ยังถือว่าไม่น่าจดจำ

โดยภาพรวมหนังเรื่องนี้ยังจัดได้ว่าความน่ากลัวยังน้อยไปนิด แม้ว่าพวกเขาจะปล่อยตัวอย่างออกมาให้เราได้กลัวกันก่อน ซึ่งก็ทำออกมาได้น่าดูแต่ฉากน่ากลัวเขย่าขวัญก็ปล่อยออกมาในตัวอย่างหนังหมดแล้ว เมื่อดูหนังจริง ๆ จึงไม่ค่อยได้ลุ้นเท่าไหร่ ถ้าเทียบความตื่นเต้นเร้าใจเขย่าประสาทนิดๆกับการเล่นพนันออนไลน์ เรายังให้เครดิตความตื่นเต้นกับการเล่นพนันออนไลน์ในเว็บ VWIN มากกว่าเสียอีก หรือถ้าเทียบกับหนังด้วยกัน The Conjuring กับ แอนนาเบลล์ 2 ถือว่าเฉียบขาดกว่ามากในเรื่องความตื่นเต้นน่ากลัว ช่วงแรก ๆ อาจจะตื่นเต้นบ้าง แต่ช่วงหลัง ๆ ของหนังถือว่าเฉย ๆ  แต่ในส่วนของการปูเรื่องไอเดียการนำเสนอ การออกแบบภาพลักษณ์ผีลาโรโยนาก็ถือว่าทำได้ดีอยู่มีความแปลกไปอีกแบบ

อย่างไรก็ดีภาพรวมของ The Curse of the weeping woman ก็ถือว่าเป็นหนังน่าดูอีกเรื่อง แม้ผีลาโรโยนาจะทลายข้อจำกัดผีแบบ The Conjuring กับ แอนนาเบลล์ 2 ไปเยอะเพราะเป็นผีที่ออกมาสู้กับคนได้ แต่พลอตหนังที่ไม่ซับซ้อนการเล่าเรื่องที่น่าสนใจก็ทำให้เรื่องนี้เป็นหนังที่น่าติดตามอีกหนึ่งเรื่องเหมือนกัน

Roma ความเรียบง่ายที่งดงามและติดตรึงในความทรงจำ

ใครจำหนังวัยรุ่น Coming of Age เรื่องนั้นได้บ้าง “And your mother too” หรือภาษาสเปน “Y Tu Mamá También” หนังสัญชาติเม็กซิโกเรื่องนั้นกำกับโดย ‘อัลฟอนโซ กัวรอน’ ออกฉายปี 2001 และถูกแบนในประเทศไทย เพราะหนังค่อนข้างมีฉากโป๊เปลือยเยอะ แต่ไม่รู้ทำไมพอดูแล้วมันมีความรู้สึกแปลก ๆ ติดอยู่ในใจ ทุกวันนี้พอเห็นหนังเรื่องไหนมีชื่อผู้กำกับคนนี้ เราจะสนใจหนังเรื่องนั้นทันที และทุกครั้งที่ดูจบเราก็จะเกิดความรู้สึกแปลก ๆ ทุกทีสิน่า เช่น Harry Potter and the Prisoner of Azkaban (2004) Children of Men (2006) Gravity (2013) และล่าสุดก็คือ Roma (2018)

Roma เป็นหนังขาวดำ ภาษาสเปน มีฉากหลังเป็นประเทศเม็กซิโก ในยุค 1970s เล่าเรื่องราวของสาวใช้คนหนึ่งที่ทำงานในบ้านของครอบครัวชนชั้นกลาง หนังเดินเรื่องโดยสาวใช้ คนนี้มีชื่อว่าคลีโอ เธอทำงานบ้านและช่วยดูแลลูก ๆ ของนายจ้าง เราจะเห็นว่าในเรื่องคลีโอมีความรักและคอยดูแลเอาใจใส่เด็ก ๆ ทั้งสี่คนมาก และเด็ก ๆ ต่างก็รักเธอ ระหว่างที่ทำงานเธอได้คบหาแฟนหนุ่มจนตั้งท้อง แต่พอคลีโอบอกเรื่องท้องกับแฟนเขากลับหนีหน้าและหายตัวไป หนังถ่ายทอดเรื่องราวหลัก ๆ อยู่ 2 ส่วนคือ เส้นเรื่องที่เป็นเรื่องราวการดำเนินชีวิตแบบชนชั้นยากจนของคลีโอ เธอเป็นเพียงสาวชาวบ้านชนบท เข้ามาทำงานเป็นสาวใช้ในเมือง และพยายามใช้ชีวิตแต่ละวันให้ผ่านไปได้ด้วยดี เป็นตัวละครที่ต้องพบกับช่วงเวลายากลำบากในชีวิตและพยายามที่จะก้าวผ่านไปให้ได้ด้วยการพึงพาตัวเอง แต่ขณะเดียวกันเธอก็ได้รับความช่วยเหลือฉันท์เพื่อนมนุษย์จากนายจ้างที่เห็นใจและช่วยเหลือเธอเหมือนคนในครอบครัว และอีกส่วนหนึ่งเป็นเส้นเรื่องที่เป็นเรื่องราวของครอบครัวนายจ้างของคลีโอ สะท้อนวิธีครอบครัวชนชั้นกลางในเม็กซิโก ปัญหาการหย่าร้าง แสดงให้เห็นความไร้เดียงสาของเด็ก ๆ ที่ไม่รู้ว่าการหย่าร้างของพ่อแม่นั้นเป็นเรื่องที่เจ็บปวดใจแค่ไหน แต่ที่เห็นได้ชัดคือเด็กทุกคนรักคลีโอมาก และคลีโอเองก็นักและห่วงใยเด็ก ๆ มากเช่นกัน ซึ่งฉากจบของเรื่องก็สื่อความรักนั้นออกมาจนน่าขนลุก

                ล่าสุดหนังเรื่องนี้ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ปี 2019 ถึง 10 สาขา (รวมถึงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี) และชนะมาถึง 3 สาขา ได้แก่ ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม และกำกับภาพยอดเยี่ยม ว่ากันว่า อัลฟอนโซ กัวรอน ทำหนังเรื่องนี้เพราะต้องการบอกเล่าและกล่าวขอบคุณพี่เลี้ยงในวัยเด็กของเขา จึงไม่แปลกใจเลยที่ หนังฉายให้เห็นเรื่องราวที่เป็นวิถีธรรมดาสามัญของครอบครัว ฉายความรักที่งดงามไร้เดียงสาของสาวใช้กับเด็ก ๆ  ส่วนตัวแล้วมีความรู้สึกว่าโรมาเป็นหนังที่ภาพสวย ถ่ายทอดออกมาได้ดีทั้งอารมณ์และความรู้สึก เป็นหนังที่ไม่ได้เน้นปมขัดแย้ง ไม่มีไคลแมกซ์ที่สร้างความปวดใจรุนแรง แต่อารมณ์การเดินเรื่องแบบราบเรื่อยของหนังนั้น ทำให้หนังงดงามและน่าประทับใจ

Happy Together หนังอินดี้ เหงา ๆ สไตล์หว่อง กา ไว

หนังที่สร้างเสียงฮือฮามากเอาการในปี 1997 ของผู้กำกับหนังเหงาในตำนานอย่าง หว่องกาไว ฮือแค่ไหนนั้น ให้นึกภาพดูว่าหนังปล่อยออกมาปี 1997 สังคมยังไม่เปิดกว้างเรื่องแนวผู้ชายรักชอบกับผู้ชายด้วยกัน แถมยังมีนักแสดงที่กำลังโด่งดังมาก ๆ ขวัญใจสาว ๆ สมัยนั้นอย่างเลสลี่ จาง และเหลียงเฉาเหว่ย มาเป็นนักแสดงนำอีก

Happy together หรือชื่อไทยว่า โลกนี้รักใครไม่ได้นอกจากเขา เป็นเรื่องราวของ 2 หนุ่มคู่รัก ไหลเยี่ยฟา (เหลียงเฉาเหว่ย) และโหเป่าหวัง (เลสลี่จาง) ที่เดินทางไปอาเจนติน่า และกำลังเดินทางไปดูน้ำตกอีกัวซู เป็น Road trip ที่ไม่ค่อยเป็นดั่งใจเพราะรถเสีย เลยงอนกัน ทะเลาะกัน และแยกทางกันไป หนังแบ่งการเล่าเรื่องเป็น 2 ช่วง โดยช่วงแรกที่เล่าเรื่องราวระหว่างไหลเยี่ยฟา และโหเป่าหวัง ที่มีทั้งการเลิกกัน คิดถึงกัน ดูแลกัน คืนดีกัน และแยกทางกันอีกครั้ง ส่วนช่วงที่สองเป็นการเล่าเรื่องราวระหว่างไหลเยี่ยฟา กับ อาเจิน (รับบทโดยจางเจิ้น) หนุ่มฮ่องกงอีกคนหนึ่งที่มาทำงานที่อาเจนติน่าและทำงานด้วยกันที่ร้านอาหารและเรื่องราวต่อเนื่องมาจนถึงช่วงที่เยี่ยฟาเดินทางกลับฮ่องกง

หนังมีการทำภาพขาวดำตอนที่เริ่มเรื่อง ซึ่งเป็นช่วงที่เฮียเหลียงเฉาเหว่ยกับเลสลี่จางเลิกกัน พอกลับมาเจอกัน แล้วกลับมาคบกันใหม่ภาพตัดเป็นภาพสี ซึ่งอาจเป็นการสื่อว่าต่อไปนี้คือการเริ่มเรื่องราวจริงจังของหนังแล้วนะ หรืออาจสื่อว่าเรื่องราวในอดีตที่เป็นขาวดำนั้น มันกลับมาวนซ้ำเหตุการณ์เดิม ๆ ก็ได้เช่นกัน ข้อสังเกตอีกอย่างคือ มุมกล้องของเรื่องนี้แปลกดี บางฉากมีมุมกล้องทำให้คนดูรู้สึกว่าเรากำลังแอบดูตัวละครอยู่ เช่น มีอยู่ฉากหนึ่งที่ติดตามากคือเฮียเหลียงเฉาเหว่ยจุดไฟแช็กเพื่อต่อบุหรี่ให้เลสลี่จาง ตอนนั้นเองที่เรารู้สึกว่ากำลังแอบดูผู้ชายสองคนจีบกันผ่านทางหน้าต่างของบาร์เหล้า ฮ่า ๆ ๆ ส่วนที่ชอบมากคือ ตอนที่เฮียเหลียงกลับมาคบกับเลสลี่จาง มันเป็นฉากน่ารักมาก…เยี่ยฟาเป็นผู้ชายปากแข็ง ไม่ชอบแสดงออกถึงความรัก ชอบทำอาการหงุดหงิดกลบกลื่นอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง แต่จริง ๆ แล้วเขายอมเป่าหวังทุกอย่าง ถึงแม้ตอนแรกเขาไม่อยากจะกลับมาคืนดี ไม่อยากใจอ่อน แต่ก็เพราะรักมันเลยห้ามอะไรไม่ได้จริง ๆ ฉากที่ชอบแล้วชอบอีก วนดูซ้ำ ๆ คือตอนที่เฮียเหลียงนั่งมองนอนเป่าหวังนอนหลับ คิดในใจว่า…ผู้ชายคนนี้จะอบอุ่นอะไรขนาดนี้เนี่ย แถมมีฉากน่ารักเล็ก ๆ น้อย ๆ ตอนเป่าหวังตื้อจะนอนเตียงเดียวกับเยี่ยฟาให้ได้ ก็ทำให้เราอมยิ้มตามไปเลย ฉากที่อึ้งตอนเปิดประตูออกมาเจอเลสลี่จางโดนซ้อมมา…ไม่รู้อ่ะไม่มีคำอธิบายอะไรดีไปกว่าคำว่าชอบมาก…คลั่งตายไปเลย สำหรับคนที่ไม่เคยอกหัก ดูเรื่องนี้แล้วคุณจะรู้ว่าอกหักเป็นไงเพราะ เฮียเหลียงแสดงได้ดีมาก เรารับรู้ได้ถึงความเศร้าอันยิ่งใหญ่ของเขา

หนังเรื่องนี้น่าประทับใจตรงการถ่ายทอดความรู้สึกเศร้าและหดหู่ และถึงแม้ตอนจบเสียงเพลง So Happy Together ดังขึ้น เราก็ยังรับรู้ได้ถึงความเศร้าอยู่เลย ความดีงามของเรื่องอีกอย่างคือ ทุกฉากเฮียเหลียงนั้นดีมาก เป็นผู้ชายที่หล่อ เล่นบทหน้ารักก็เขินตาม เล่นบทเศร้าเหงาก็ทำให้เราเศร้าตาม จำได้ว่าตอนที่ดูจบ แล้วเรานอนมองเพดานอยู่พักหนึ่งเลย

Cloud Atlas หยุดโลกข้ามเวลา

ภาพยนตร์เรื่องนี้ ดัดแปลงจากหนังสือนิยาย เมฆาสัญจร (Cloud Atlas) ของเดวิด มิตเชลล์ เขียนบทและกำกับโดย Lana และ Andy Wachowski และ Tom Tykwer เป็นหนังที่ลำดับภาพได้ตื่นตาตื่นใจดี ตัดภาพเล่าเหตุการณ์ประสานเรื่องราวไปมา ช่วงแรกคนดูอาจจะดูไม่รู้ว่าหนังฉายภาพภาพนั้นภาพนี้นั้น หนังต้องการโฟกัสอะไร หรือว่าหนังต้องการจะบอกให้เรารู้อะไร แต่ค่อย ๆ ดูไปก็จะ “คล้อยตาม” ไปได้ทั้งหมด

Cloud Atlas หรือชื่อไทย หยุดโลกข้ามเวลา เป็นการเล่าเรื่อง 6 เรื่อง ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่ต่างกัน (หรืออาจเรียกว่าชาติภพเลยก็ได้) แต่ละเรื่องเชื่อมกันไว้ด้วยปานรูปดาวหาง ที่อยู่บนตัวของตัวละคร 6 คน แต่จะว่าไปมองอีกมุมหนึ่งก็เข้าใจได้ว่าหนังเชื่อมโยงกันไปหมดทุกตัวละครนั่นแหละ ทุกคนมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันมาทุกชาติทุกภพ 6 เรื่องราว 6 ชาติภาพนั้น มีดังนี้

 – บันทึก (อดัม อีวิง)

– จดหมายถึงคนรัก (โรเบิร์ต โฟรบิเชอร์)

– บทความข่าวหรือต้นฉบับชื่ออะไรหว่าอ่านไม่ทัน (หลุยซ่า เรย์)

– นิยายชีวิตที่ถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์ (ทิโมที คาเวนดิช)

– คำให้การ (ซอนมี-415)

– การเล่าความหลังให้หลาน ๆ ฟัง (แซคคารี่)

       หนังเรื่องนี้ได้ นักแสดงยอดฝีมือของฮอลีวูดมาร่วมแสดงมากมาย ทั้งทอม แฮงค์, ฮัลลี่ เบอรี่, ฮิว แกรนต์, ฮิวโก้ วีฟวิ่ง,จิม สเตอเจส เพราะฉะนั้นฝีมือการแสดงนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องการเข้าถึงบทบาท และการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก ทุกเรื่องจะมีจุดเชื่อมถึงกัน ทำให้รู้ว่าเรื่อง 6 เรื่องนี่มันเกิดกันคนละเวลา คนละสมัย อีกอย่างคือภายใต้เรื่องของตัวละครหลักของเรื่องหนึ่ง ก็จะมีตัวละครหลักของเรื่องอื่นมาเป็นตัวประกอบ ตรงนี้เองที่ทำให้เห็นว่า อย่าไปจริงจังอะไรกับชาติหน้าเลยว่าเราเคยเป็นคนสำคัญหรือคนยิ่งใหญ่น่าจดจำในชาตินี้แล้วชีวิตชาติหน้าจะสุขสบาย ความสุขสบายใจไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ทำในชาตินี้หรือชาติหน้า แต่ทุกอย่างมันอยู่ที่ตัวเราในปัจจุบันว่าจะเลือกเส้นทางและสร้างความสุขใจให้ตัวเองและคนรอบข้างแบบไหน โดยสาระของหนังนั้น เท่าที่พอจะสรุปได้นั้นจะกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิด มีลักษณะของปรัชญาพระพุทธศาสนา พูดถึงการโอบอ้อมอารีเพื่อนมนุษย์ การเห็นคุณค่าของชีวิต (ทั้งชีวิตผู้อื่นและชีวิตตนเอง) และผลของกรรมที่ตามผู้กระทำไปทุกภพทุกชาติ แต่หนังไม่ได้บอกออกมาตรง ๆ แบบบอกโต้ง ๆ ว่าเป็นอย่างนั้น ๆ อย่างนี่ แต่เป็นลักษณะเรื่องเล่าที่ผ่านมุมมองของคน 6 คน ที่เล่าเรื่องของตนเองผ่านวิธีต่างกันไป

     รู้สึกชอบและตื่นเต้นกับการเล่าเรื่อง มันทำให้เราดูได้เรื่อย ๆ โดยไม่ต้องมาคลิกดูเวลาเลยว่าเมื่อไหร่หนังจะจบ และ ชอบเพลง Cloud Atlas Sextet มันเรียกน้ำตานะ แอบคิดว่า Cloud Atlas: เมฆาสัญจร (ชื่อไทยของเวอร์ชันหนังสือ) น่าจะเหมาะกว่า หยุดโลกข้ามเวลา (ชื่อไทยของเวอร์ชันหนัง) ที่สำคัญคือ เรื่องทั้งหมดมันมีลักษณะเป็นเรื่องเล่า เป็นรูปแบบของนิยาย (จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้อยากอ่านฉบับหนังสือ) มันเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นนะเมื่อนึกถึงงานเขียนแบบนี้ สรุปว่า เป็นหนังน่าดูอีกเรื่องหนึ่ง ที่คู่ควรแก่การพูดถึงเมื่อเวลาผ่านไป…เราจะยังสามารถชื่นชมหนังเรื่องนี้ได้ว่าเป็นหนังที่เล่าเรื่องได้น่าติดตามมาก

The Lorax เรื่องราวหรรษา…พาท่องป่ามหัศจรรย์สีรุ้ง

The Lorax หรือ Dr. Suess’ The Lorax เป็นหนังที่ออกฉายปี 2012 มีต้นฉบับมาจากหนังสือเด็กชื่อเดียวกัน ที่เขียนโดยนักเขียนหนังสือเด็กชาวอเมริกันชื่อดัง วางขายครั้งแรกในปี ค.ศ. 1971 โดยแอนิเมชันเนื้อหาดีเรื่องนี้ก็ได้ดาราหนุ่ม Zac Efron และนักร้องสาว Taylor Swift มาช่วยพากย์เสียงให้อีกด้วย

The Lorax เป็นเรื่องราวของเมือง ธนีดวิลล์ (Thneedville) ที่ปราศจากต้นไม้จริง มีเพียงต้นไม้จากพลาสติกที่แต่งเติมด้วยสารสีสังเคราะห์เท่านั้น เท็ด วิกกินส์ (พากย์เสียงโดย Zac Efron)  เด็กหนุ่มอายุสิบสองปีที่อาศัยอยู่กับแม่และยาย เขาตกหลุมรักเด็กสาวอารมณ์ศิลป์ ออเดรย์ (พากย์เสียงโดย Taylor Swift) ที่ฝันอยากจะเห็นต้นไม้จริง ๆ  สักครั้งในชีวิต  เท็ดอยากจะทำให้ออเดรย์มีความสุขแต่ก็ไม่รู้จะหาต้นไม้มาจากไหน เพราะเกิดมาเขาก็ยังไม่เคยเห็นต้นไม้จริง ๆ  เลย เมื่อยาย (พากย์เสียงโดย Betty White) ของเท็ดรู้เข้าเลยหาทางเลยช่วยหลานของตน โดยบอกว่ามีคนชื่อวันซ์เลอร์…เขาเป็นคนที่รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับต้นไม้ แต่การพบวันซ์เลอร์นั้นไม่ง่ายเลย เท็ดต้องออกเดินทางจากเมืองพลาสติกนี้ไปค่อนข้างไกล และการจะออกจากเมืองนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะมีกล้องของมาเฟีย โอแฮร์ (พากย์เสียงโดย Rob Riggle) สอดส่องอยู่ทั่วเมือง โอแฮร์เป็นเจ้าของอากาศอัดขวดที่ขายให้ชาวเมืองธนีดวิลล์  ด้วยความยากลำบากจนในที่สุดเท็ดก็ได้พบกับวันซ์เลอร์ ณ ที่เวิ้งว้างห่างไกลเมือง เป็นครั้งแรกที่เท็ดได้ออกนอกเมืองธนีดวิลล์ และเห็นร่องรอยของการตัดต้นไม้เหลือแต่โคนก็ทำให้เขาแปลกใจอยู่ไม่น้อย วันซ์เลอร์แปลกใจและไม่คิดว่าจะมีคนสนใจต้นไม้แล้ว เท็ดไปหาวันซ์เลอร์อยู่หลายวันจนวันซ์เลอร์ใจอ่อน จึงเริ่มเปิดใจเล่าเรื่องราวว่าเหตุใดต้นไม้ถึงหายไปจากเมืองนี้ซึ่งเขาเองเป็นส่วนสำคัญทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น

ถือเป็นอีกหนึ่งแอนิเมชันเนื้อหาดีที่อยากจะแนะนำให้ทุกคนได้ดูกัน เรื่องภาพและการเคลื่อนไหวไม่สะดุดเลย การออกแบบเมืองธนีดวิลล์ที่ดูเป็นเมืองสูตรสำเร็จมีทุกกิจกรรมให้ชาวเมืองได้ทำ ไม่ว่าจะเล่นสกี อาบแดดตรงชายหาด ปาร์ตี้ ดูเป็นเมืองในฝันเพียงแต่ว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ของจริงจากธรรมชาติ รวมถึงการออกแบบสถานที่นอกเมืองที่ให้ความรู้สึกต่างกันสุดขั้ว เป็นการตอกย้ำว่าการไม่มีต้นไม้มันโหดร้ายเพียงใด

นอกจากเนื้อหาที่น่าติดตามและเป็นประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อมแล้วนั้น เราชอบการออกแบบฉากและภาพที่สวยเหมือนดั่งในเทพนิยายเลย เพลงเพราะ ๆ  ที่ทำให้เราแอบโยกไปโดยไม่รู้ตัว  รวมถึงคาแรคเตอร์ของเหล่าสัตว์น้อยที่น่ารักและมีชีวิตชีวา ที่จะทำให้เราสนุกไปกับการดูหนังมากยิ่งขึ้น การมีตัวร้ายที่ร้ายอย่างเดียวไปเลยแบบโอแฮร์ และฝ่ายคนดีแบบเท็ดที่ต้องการต่อสู้เพื่อเอาธรรมชาติกลับคืนมา เป็นเนื้อหาที่ตรงไปตรงมาจึงเหมาะกับคนดูวัยเด็ก ๆ  ที่จะทำความเข้าใจได้ง่าย ใครที่กำลังมองหาหนังเบาสมองไว้ดูกับครอบครัว เนื้อเรื่องน่าติดตามและสนุก ซาบซึ้ง กินใจ ก็ไม่ควรพลาดเรื่องนี้ รับรองคุณจะได้ความรู้สึกดี ๆ  หลังดูจบอย่างแน่นอน


The Beauty Inside คนแปลกหน้าที่คุ้นเคย

เป็นหนังเกาหลี ฉายเมื่อปี 2015 หนังพล็อตเรื่องแปลก เรื่องราวความรักของชายหนุ่มที่ไม่เหมือนคนธรรมดาทั่วไป ทุกครั้งที่ตื่นจะเปลี่ยนเป็นอีกคน เปลี่ยนไปแบบไม่ใช่คนเดิม แม้แต่เขาเองก็เดาไม่ได้ว่าจะตื่นมาเป็นเพศอะไร วัยไหน เชื้อชาติอะไร หนังเรื่องนี้ใช้นักแสดงเป็นหนังที่ใช้นักแสดงนำและ Extras กว่า 100 คน เพื่อรับบทบาทพระเอกของเรา “คิมอูจิน” เพียงคนเดียว  

หนังเปิดเรื่องมาในตอนเช้าพร้อมกับชายวันกลางคนคนหนึ่งที่เร่งรีบแต่งตัวและออกจากห้องพักที่เขาใช้หลับนอนกับหญิงสาวเมื่อคืนก่อน แต่ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า ดูเหมือนจะเล็กกว่าขนาดตัวของเขามาก ซึ่งเขาก็ใส่มันเมื่อคืนก่อนซะด้วยสิ ชายคนนี้ชื่อว่า คิมอูจิน ซึ่งเขามีความแปลกอยู่อย่างนึงคือ เมื่อเขาตื่นนอนในทุกๆวัน เขาจะเปลี่ยนเป็นคนใหม่ เขาเปลี่ยนเป็นคนแก่ หนุ่มหล่อ ผู้หญิง เด็ก ซึ่งบุคลิก ท่าทาง น้ำเสียง ก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย วันหนึ่ง เขาได้พบกับ อีซู พนักงานสาวสวยที่ร้านขายเฟอร์นิเจอร์ และได้ตกหลุมรักเธอเข้าอย่างจัง เขามาเฝ้าดูเธอทุกวัน (แน่อนว่าทุกครั้งที่มา ใบหน้าเขาก็ไม่เคยซ้ำ) จนวันหนึ่ง เขาตัดสินใจเด็ดขาดที่จะขอเธอออกเดท ทุกอย่างเป็นไปได้สวย เขาค้นพบว่าเขาจะไม่เปลี่ยนเป็นคนใหม่ถ้าเขาไม่นอน และนั่นทำให้เขาสามารถออกเดทกับเธอได้สามวันติดต่อกัน แต่เมื่อเขาไม่สามารถต้านทานต่อความง่วงได้ มันจึงห้ามไม่ได้ที่จะหลับไปและตื่นมาเป็นอีกคนที่อีซูไม่เคยรู้จัก เมื่อเป็นเช่นนั้นเขาจึงขาดการติดต่อกับเธอในที่สุด

อูจินทนต่อไปไม่ไหว เลยตัดสินใจบอกความจริงให้อีซูรู้ เกี่ยวกับเรื่องราวอันแสนประหลาดของเขา แต่โชคเข้าข้างเขาเพราะความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเขาและเธอลึกซึ้งพอ และอีซูก็พยายามทำความเข้าใจกับเรื่องนี้ และทั้งสองจึงได้คบหากันเป็นแฟน แต่ใช่ว่าทุกอย่างจะดูราบรื่นมีความสุขเสมอไปเมื่ออีซูเริ่มป่วย ขี้หลงขี้ลืม และนอนไม่หลับ เธอเริ่มเครียดจากการที่แฟนเปลี่ยนเป็นคนอื่นในทุกเช้า เธอจึงตัดสินใจเข้าพบจิตแพทย์และเล่าถึงปัญหาที่เกิดขึ้น จนเมื่ออาการของเธอทรุดหนักและเข้าโรงพยาบาล วันนั้นเองอูจินถึงได้รู้ความจริงว่าตัวเองที่เป็นต้นเหตุให้แฟนสาวต้องล้มป่วยแบบนี้เขาจึงตัดสินใจบอกเลิกเธอและตีตัวห่างออกมา ในขณะเดียวกันอาการป่วยของเธอก็ดูจะทุเลาลงจนเป็นปกติ เวลาผ่านไปเกือบปี หัวหน้าของอีซูสนใจเฟอร์นิเจอร์ยี่ห้อหนึ่งจากสาธารณรัฐเช็กและวานให้เธอเป็นผู้ติดต่อให้ อีซูจำลักษณะการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ของอูจินได้ และตัดสินใจไปหาเขาที่สาธารณรัฐเช็ก และที่นั่นทำให้ทั้งคู่ได้พบกันอีกครั้ง เรื่องราวโรแมนติกของทั้งคู่จึงเกิดขึ้นอีกครั้ง

เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่มีพล็อตเรื่องค่อนข้างแปลก ทำให้คนดูพลอยยิ้มและมีความสุขไปกับความรักของอีซูและอูจิน จากพล็อตที่ตัวเอกต้องเปลี่ยนเป็นคนใหม่ทุกครั้งตอนตื่นนอน ทำให้เราได้เห็นนักแสดงเกาหลีดังๆ หลายคนมารับบท อูจิน พระเอกของเรื่อง  ถือว่าเป็นทั้งสีสัน จุดเด่น และจุดขายของหนัง ฟากนางเอกของเรื่องก็ได้ นักแสดงสาวสวย ฮัน ฮโยจู มารับบท ซึ่งการแสดงบวกความสวยของเธอก็ทำให้หนังนุ่มละมุน น่าดูมากยิ่งขึ้นด้วย ใครที่ชอบสายโรแมนติก ก็ไม่ควรพลาดเรื่องนี้เลย หนังเรื่องนี้กำกับโดย ผู้กำกับชาวเกาหลีใต้ชื่อ Baek Jong Yul หรือเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Baik ซึ่งจากภาพยนตร์เรื่องนี้เองทำให้เขาได้รับรางวัลผู้กำกับหน้าใหม่ยอดเยี่ยม ปี 2015 จากงานประกาศรางวัลภาพยนตร์เกาหลี The Grand Bell Awards ครั้งที่ 52 อีกด้วย

Love, Simon นำเทรนด์หนังวายโลกสวย

Love, Simon ของผู้กำกับเกร็ก เบอร์ลานติ เรื่องนี้มีความเป็นโรแมนติกคอมเมดี้ที่มีพล็อตสบาย ๆ และถูกปล่อยออกมาในตอนที่ผู้คนต้องการเสพอะไรใหม่ ๆ ที่ไม่จำเจและไม่ซับซ้อน แต่แทนที่จะเป็นหนังพระเอกนางทั่วไป ก็เปลี่ยนใหม่ให้เป็นพระเอกนายเอกซะนี่ ก็เลยขึ้นแท่นหนัง Feel good ในดวงใจสาววายไปแล้ว

                หนังเป็นเรื่องราวของ Simon Spier หนุ่มมัธยมปลายได้มีโอกาสติดต่อทางอีเมลล์กับหนุ่มที่ใช้นามแฝงว่า Blue และดูเหมือน Simon จะรู้สึกชอบ Blue แล้วด้วย แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ Simon ไม่รู้ว่า Blue ตัวจริงนั้นเป็นใคร การดำเนินเรื่องส่วนใหญ่จึงเป็นการสืบและตามหาว่า Blue คือใครกันแน่ ซึ่งหนังจะฉายเห็นบรรดาหนุ่ม ๆ ที่ Simon สงสัย มีทั้งเพื่อนตัวเอง เพื่อนของเพื่อน เพื่อนต่างชั้นในโรงเรียน เราจะได้เห็นความน่ารักน่าจิ้นของ Simon กับหนุ่มผู้ต้องสงสัย คอยลุ้นตามว่าคนไหนนะที่จะมาคู่น้องม่อนของเรา แต่ที่เรารู้สึกได้อยู่ตลอดก็คือ ไม่ว่าจะเฉลยออกมาเป็นใคร Simon ก็พร้อมจะยอมรับคนนั้นด้วยหัวใจ (ก็ขนาดแค่คุยทางอีเมล์ยังชอบเขา จะลงทุนตามหาเขาขนาดนี้นี่เนอะ) สิ่งที่น่าสนใจคือในการคุยกันผ่านอีเมลล์ Simon จะลงท้ายด้วย Love, Jacques ซึ่งหมายความว่าเขาเองก็ยังใช้นามแฝง ยังไม่กล้าเปิดเผยตัวตนว่าตัวเองชอบผู้ชาย อยากให้ไปติดตามกันเองว่าอะไรที่ทำให้เขาตัดสินใจเปลี่ยนจากการใช้นามแฝง มาใช้คำลงท้ายจดหมายเป็น Love, Simon         

เสน่ห์ของหนังเรื่องนี้ อยู่ที่มีความเป็นหนังรักวัยรุ่นแบบโรแมนติกคอมเมดี้ พล็อตไม่ลึก ไม่ซับซ้อน มีความแตกต่างจากรอมคอมทั่วไปก็แค่เป็นเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งที่ชอบผู้ชายอีกคนหนึ่งเท่านั้นเอง แม้ช่วงแรก ๆ จะเห็นว่าพระเอกของเรามีความหนักใจเกี่ยวกับความลับเรื่องตัวเองเป็นเกย์อยู่บ้าง แต่ความกดดันนั้นก็หาทำให้คนดูเครียดตาม เรากลับดูหนังด้วยความผ่อนคลาย สบายใจ และความกดดันของ Simon ก็ผ่อนคลายขึ้นเยอะเพราะความน่ารักของพ่อแม่ ความตลกสดใสปนฮาของบรรดาเพื่อน ๆ เป็นการดูหนังที่คอยแต่จะเอาใจช่วย Simon ให้กล้าเปิดเผยตนเอง (Come Out) และเอาใจช่วยเจอบลู ซึ่งในตอนเฉลยว่าบลูเป็นใคร หลายคนอาจจะคาดไม่ถึง หรืออาจจะมีผิดหวังกันนิดหน่อยเพราะไม่ตรงกับคนที่เราเชียร์อยู่ก็ได้นะ สุดท้ายอยากจะบอกว่าเพลงประกอบทำได้เข้ากันกับหนังดีจัง โดยเฉพาะเพลง Strawberries & Cigarettes นี่ฮิตติดชาร์ตกันเลยทีเดียว

ดูหนังจบ สรุปกับตัวเอง 3 ข้อ คือ 1) นี่มันหนังโรแมนติกคอมเมดี้เวอร์ชั่นชายชอบชายที่มีเนื้อหาเป็นมิตรกับมนุษย์โลกชะมัดเลย 2) นี่มันหนังชายชอบชายที่ส่งเสริมให้ LGBT ออกมายอมรับตัวเองกับสังคมได้ไม่มากก็น้อยใช่หรือไม่ เพราะเนื้อหาตอนจบมันส่งเสริมการ Come Out มาก ๆ  3) เป็นหนังวายที่มีความโลกสวยมากที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่เคยดูมา

Black Mirror: Bandersnatch คุณจะเลือกตอนจบแบบไหน?

Bandersnatch กำกับโดย David Slade เป็นหนึ่งเรื่องราวของซีรีส์ Netflix ฝั่งอังกฤษชื่อ Black Mirror หนังต้องการนำเสนอผลกระทบจากเทคโนโลยีใหม่ที่มีความเป็นดาบสองคม ได้ดาราหนุ่ม Fionn Whitehead มารับบทนำ ซึ่งเขาได้เคยฝากฝีไม้ลายมือการแสดงในหนังชื่อดังอย่าง Dunkirk เมื่อปี 2017 มาแล้ว

ตัวเอกของเรื่อง Stefan Butler เด็กหนุ่มอายุ 19 ปี ที่นำเกมมาเสนอให้บริษัทเกม และเขาได้พยายามสร้างเกมที่ซับซ้อนให้เสร็จทันกำหนดส่งกับบริษัทเกม แต่บางสิ่งบางอย่างก็ไม่เป็นใจเอาซะเลย ทำให้เขาต้องการที่จะเริ่มสร้างใหม่ หากแต่ว่าที่จะเริ่มเขียนใหม่เป็นเกมในชีวิตจริงของเขาชื่อเกม Bandersnatch และนี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวหลากหลายที่นำไปสู่จุดจบหลายรูปแบบ จุดที่น่าสนใจของเรื่องนี้ การเดินเรื่องคล้าย ๆ การเล่นเกม มีการเว้นช่วงให้เลือกการกระทำ จึงทำให้มีทางเลือกการกระทำหลายทาง ทีนี้ในหนังก็จะมีหลายเส้นเรื่อง (เหมือนเรื่องราวในโลกคู่ขนาน ที่ต่างเรื่องต่างดำเนินไปในโลกของตัวเอง) มีแนวคิดที่ว่า “ลองใหม่อีกครั้ง” ที่ตัวเอกกลับไปเขียนเรื่องราวของตัวเองใหม่ เราอาจจะเห็นฉาก ๆ หนึ่งซ้ำ ๆ อยู่หลายรอบ (ก็คือการวนลูปกลับไปเริ่มใหม่) และก่อนที่เส้นเรื่องใหม่จะเริ่มขึ้นก็จะมีการวนลูปของฉากก่อนหน้า มีความยาวประมาณสามวินาทีอยู่ประมาณสี่ถึงห้ารอบ ซึ่งส่วนนี้ทำให้คนดูรู้สึกมีส่วนร่วมเหมือนตัวเองเป็นคนเล่นเกมแบนเดอร์สแนตช์จริง ๆ มันทั้งรู้สึกกดดัน เครียด หงุดหงิด เหมือนตอนเล่นเกมแล้วไม่ผ่านด่านสักที จนบางทีรู้สึกอยากจะเลิกเล่นเอาดื้อ ๆ หนังเรื่องนี้ก็เหมือนกัน ดูไปได้สักพักจะมีความรู้สึกอยากจะเลิกดูเอาดื้อ ๆ แต่ก็ตัดสินใจดูต่อเพราะยังอยากรู้เรื่องราวต่อว่าจะดำเนินไปแบบไหนและมีจุดจบยังไง และด้วยความที่มีเส้นเรื่องหลากหลาย และประเด็นในแต่ละเรื่องที่หนังหยิบมาเล่าล้วนเกิดกับบุคคลรอบ ๆ ตัวซึ่งมีบทบาทต่อชีวิตบัตเลอร์ค่อนข้างมาก ประกอบกับที่บัตเลอร์เองมีปมในใจมาตั้งแต่เด็ก ทำให้เราเชื่อว่าจุดจบแต่ละแบบที่หนังนำเสนอมามีความเป็นไปได้ และไม่เกินจริงเลย ซึ่งส่วนนี้ต้องชื่นชมทีมเขียนบทว่าทำการบ้านมาดีมาก แต่ใช่ว่าหนังทั้งเรื่องจะมีแต่เรื่องเครียด ๆ เสมอไป หนังยังนำเสนอมุขขำ ๆ มาดึงอารมณ์คนดูอย่างเราไม่ให้เครียดจนเกินไป ยังมีมุขน่ารัก ๆ มีการแซะโฆษณาแอบแฝงไว้อย่างแนบเนียน

                หนังเรื่องนี้ได้หยิบเรื่องราวหลากหลายประเด็นมาเล่าไม่ว่าจะเป็น ประเด็นด้านจิตวิทยา พฤติกรรมการลอกเลียนแบบ การนำเสนอเรื่องราวของฆาตกรโหด อุตสาหกรรมสื่อวีดีทัศน์ หรือแม้แต่ประเด็นการใช้สารหลอนประสาท ซึ่งเรื่องเหล่านี้ต่างก็เคยถูกหยิบมาถ่ายทอดในรูปแบบของภาพยนต์มาบ้างแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ Bandersnatch แตกต่างคือรูปแบบการนำเสนอ นั่นคือการจำลองการใช้ชีวิตของคน ๆ หนึ่งให้อยู่ในเกม เป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลกใหม่ และถึงแม้ว่าหนังจะมีเนื้อหาเยอะ มีเรื่องราวหลายส่วน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือมีหลายเส้นเรื่องที่ดำเนินไปพร้อม ๆ กัน แต่หนังตัดต่อออกมาให้เข้าใจง่ายและน่าติดตาม ประกอบกับการแสดงของหนุ่มไวท์เฮดก็ดีและเอาคนดูอยู่ได้ดีเลยทีเดียว