The Hateful Eight 8 พิโรธ โกรธแล้วฆ่า

ถ้าวันไหนรู้สึกเครียด เบื่อเจ้านาย เหนื่อยหน่ายลูกน้อง หรือแค่รู้สึกเบื่อ ๆ เซ็ง ๆ แล้วอยากหาอะไรทำแก้เครียด แนะนำให้ดู 8 พิโรธ โกรธแล้วฆ่า!! ดูจากชื่อเรื่องก็ชักจะทำให้หายเครียดได้หน่อยแล้วสิ และถ้าบอกต่ออีกว่าเรื่องนี้กำกับโดย Quentin Tarantino เจ้าของผลงานเด่น ๆ เช่น Pulp Fiction, Kill Bill, Inglourious Basterds, Django Unchained พอนึกภาพภาพความโหดแบบกระจุยกระจาย เลือดสาด มุกตลกที่ทำให้หัวเราะหึในลำคอ ทำให้อยากดูมากขึ้นใช่ไหม แต่ช้าก่อน!! หนังเรื่องนี้มีความยาว 3 ชั่วโมง ถ้าตกลงปลงใจจะดูจริง ๆ ล่ะก็ ให้หาที่นั่งหรือที่นอนเหมาะ ๆ จัดตัวเองให้อยู่ในท่าสบาย ๆ แล้วมาเริ่มตะลุยหน้าหนาวในไวโอมิ่งกัน

The Hateful Eight 8 (2015) เปิดเรื่องด้วยการเดินทางของรถม้าข้ามผ่านภูเขาหิมะขาวโพลนในรัฐไวโอมิ่ง ประเทศสหรัฐอมริกา ผู้โดยสารในรถม้า คือ John Ruth นักล่าค่าหัวฉายา Hangman เดินทางมาพร้อม Daisy Domergue โจรสาวที่มีค่าหัวถึง 10,000 ดอลล่า ซึ่ง Ruth จับ Domergue มาเพื่อจะพาไปขึ้นค่าหัวที่เมือง Red Rock โดยระหว่างทางเขาได้รับ Marquis Warren นักล่าค่าหัวผิวสีผู้โด่งดัง ที่อดีตเคยเป็นทหารชั้นนายพลในกองทัพสหรัฐ จากนั้นพวกเขายังรับ Chris Mannix ผู้อ้างตนว่ากำลังจะเดินทางไปรับตำแหน่งนายอำเภอคนใหม่ที่เมือง Red Rock แต่เนื่องจากพายุหิมะรุนแรง ผู้ร่วมทางทั้ง 4 จึงแวะพักที่ร้านมินนี่ ซึ่งเป็นจุดแวะพักชั่วคราวบนทางผ่านภูเขา เมื่อเข้าไปในร้าน พวกเขาได้พบกับคนอีก 4 คน ได้แก่ 1) Bob ผู้ชายเม็กซิกันที่บอกว่าเขาเป็นคนดูร้านแทนมินนี่ในระหว่างที่เธอเดินทางไปเยี่ยมแม่ 2) Oswaldo Mobray ผู้ชายตัวเล็ก 3) Joe Gage คนฆ่าวัว 4) Sanford Smithers อดีตนายพล และเมื่อคนแปลกหน้าทั้ง 8 มาอยู่รวมกัน ในร้านเล็ก ๆ ท่ามกลางภูเขาและพายุหิมะ แถมยังมีทรัพย์สินล่อใจอย่าง Domergue ค่าหัว 10,000 เหรียญ จึงเริ่มมีความไม่ไว้วางใจกันเกิดขึ้น เป็นที่มาของการตั้งกฎ เกิดการยั่วยุกันให้ทำผิดกฎ และเมื่อมีคนละเมิดกฎ ความหายนะก็เกิดขึ้น

จุดที่หลายคนน่าจะขัดใจ คือ หนังยาวมาก เนื้อเรื่องช่วงแรกเนือย ๆ บทพูดแต่ละคนยาวเฟื้อย ชวนให้หลับ แต่เชื่อเถอะ ถ้าคุณผ่านช่วงแรกไปได้ รับรองว่ามีทีเด็ดรออยู่

จุดที่หลายคนน่าจะชอบ คือ ตัวละครที่มีคาแรคเตอร์แปลกและบ้ากันทุกคน และนักแสดงทุกคนก็แสดงดีแย่งซีนกันไม่ใครยอมใคร คาแรกเตอร์หลุดโลกแบบนี้แหล่ะ เหมาะจะเป็นแรงบรรดาลใจให้พวกเราชาวขี้เบื่อขี้เซ็ง สิ่งที่ต้องชมอีกอย่างคือดนตรีประกอบ ช่างมาได้จังหวะและปลุกเร้าความสะใจได้จริง ๆ นะ

เป็นหนังสไตล์ Quentin ที่ไม่ได้โหดเลือดสาดกระจุยกระจายเท่าไหร่นัก ประเด็นล้อเลียนเสียดสีก็มีบ้าง เช่น การเหยียดสีผิว การอยู่ร่วมกันภายใต้กฎกติกา การเอาตัวรอด และสะท้อนความจริงที่ว่าไม่มีคนดีร้อยเปอร์เซนต์ หากใครดูแล้วติดใจและชอบสไตล์นี้แนะนำ search ลิสต์รายชื่อหนังของ Quentin Tarantino ได้เลย

Black Panther หนังเรื่องแรกในจักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล ที่ได้เข้าชิงรางวัลใหญ่ในเวทีลูกโลกทองคำ

เห็นรายชื่อหนังเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำปี 2019 มี Black Panther ติดโผเข้าชิงภาพยนตร์ยอดเยี่ยมสาขาดราม่า เลยอยากให้มาย้อนดูกันซักหน่อยว่าหนังซุปเปอร์ฮีโร่เรื่องนี้มีอะไรดี ถึงได้เป็นหนังในจักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล เรื่องแรกที่ได้เข้าชิงรางวัลใหญ่

เปิดเผยเนื้อหาแบบหมดเปลือก

หลังจากเจ้าชาย T’Challa ไปร่วมใน Civil War (จาก Captain America Civil War : 2016) เขาได้กลับมา Wakanda และได้รับการสถาปนาเป็นกษัตริย์ต่อจากบิดาซึ่งได้สวรรคตจากเหตุก่อการร้าย ต้องบอกไว้ก่อนว่า Wakanda เป็นประเทศที่อยู่ในทวีปแอฟริกา คนทั่วโลกรู้จักในนามประเทศโลกที่สามที่มีรายได้เข้าประเทศมาจากการเลี้ยงแกะ ส่งออกสิ่งทอและพวกชุดเสื้อผ้าเท่ห์ ๆ แต่ Wakanda ได้ซ่อนตัวจริงไว้ไม่ให้โลกได้รู้ ความจริงแล้ว Wakanda เป็นประเทศร่ำรวยจากแร่ไวเบรเนียม และมีเทคโนโลยีสุดล้ำ ซึ่งใช้แร่ชนิดนี้เป็นตัวขับเคลื่อนและเป็นแหล่งพลังงาน แร่ไวเบรเนียมยังมีคุณสมบัติพิเศษเลยถูกนำมาทำเป็นชุดเกราะและอาวุธของชาว Wakanda

ปกครองประเทศได้ไม่นาน ทีชัลลา (ฝ่าบาท) โอโคเย (นายพลหญิงคนเก่ง) และนาเคีย (สายลับสาว หวานใจฝ่าบาท) ได้เดินทางไปเกาหลีเพื่อตามล่าโจรที่ขโมยแร่ไวเบรเนี่ยม ทำให้ฝ่าบาทได้เจอกับ Killmonger ลูกชายของท่านอา ที่ถูกพระบิดาของฝ่าบาทฆ่าตายเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ซึ่งต่อมา Killmonger มาท้าชิงบัลลังก์ และนำไปสู่การต่อสู้ครั้งใหญ่ในประเทศ

Black Panther สู่การเข้าชิงภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในเวทีลูกโลกทองคำ

แม้ว่าจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนดูว่า Black Panther มีจุดอ่อนคือฉากแอคชั่นที่ไม่สนุก ไม่ดุเดือดเหมือนหนังซุปเปอร์ฮีโร่เรื่องอื่น ๆ แต่กลับได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากนักวิจารณ์ ซึ่งนอกจากความสนุกตามแบบฉบับหนังซุปเปอร์ฮีโร่ และฉากที่โชว์ความล้ำหน้าของเทคโนโลยีแล้ว Black Panther มีความแปลกใหม่ตรงที่เป็นหนังซุปเปอร์ฮีโร่ที่เป็นคนผิวสีทั้งเรื่องและอาศัยอยู่ในทวีปแอฟริกา หนังยังแสดงให้เห็นว่าแม้จะมีความล้ำสมัยไฮเทคโนโลยีมากแค่ไหน แต่ประชาชนในประเทศยังยึดถือวิถีประเพณีดั้งเดิม นอกจากนี้หนังยังสะท้อนประเด็นการเมืองการปกครอง การยอมรับในกฎกติกา การยอมรับในตัวผู้นำ การแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากร สะท้อนให้เห็นวัฒนธรรมแอฟริกัน-อเมริกัน ความแตกต่างด้านเชื้อชาติ ความเห็นอกเห็นใจเพื่อนร่วมโลก และยังส่งเสริมให้มีการแบ่งปันและช่วยเหลือระหว่างประเทศ คาดว่าประเด็นเหล่านี้เองที่มีส่วนเสริมหนุนให้ Black Panther เป็น 1 ใน 5 ของหนังที่เข้าชิงรางลูกโลกทองคำภาพยนตร์ยอดเยี่ยมสาขาดราม่า ประจำปี 2019

ฉากสนุก ๆ ที่อยากแนะนำ

                นอกจากการต่อสู้ในตอนท้ายที่การต่อสู้ครั้งใหญ่ในประเทศและเป็นไคลแมกซ์ของเรื่องแล้ว ฉากในคาสิโนและการไล่ล่าที่เกาหลีนั้นสนุกและน่าจดจำไม่น้อย ในฉากนี้เองที่คนดูจะโอ้โหกับความดูดีมีชาติตระกูลของฝ่าบาท และได้เสพดนตรีประกอบและบรรยากาศแบบเอเชีย ที่น่าประทับใจอีกอย่างคือเพลง All The Stars ที่ดังขึ้นตอนหนังจบพอดีและมันเข้ากันอย่างบอกไม่ถูก

Black Panther ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล 3 รางวัล คือ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมสาขาดราม่า เพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (เพลง All the Stars) และดนตรีประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ใครยังไม่ได้ดูแนะนำให้ไปหามาดู แล้วมาลุ้นกันว่าไอ้เสือดำของเราจะได้มากี่รางวัล

No Country for Old Men หมดยุคนายอำเภอขี่ม้าล่าโจร

No Country for Old Men (2007) กำกับโดยพี่น้อง Coen Brothers (Joel Coen และ Ethan Coen) เป็นหนังที่มีกลิ่นอายคาวบอยหน่อย ๆ แอคชั่นประปราย ระทึกขวัญเป็นครั้งคราว แต่ทั้งเรื่องมันคือความตลกร้ายดี ๆ นี่เอง

 

หนังแอคชั่นฟิลลิ่งแปลก ๆ ตอกย้ำความจริงที่ว่า…ไม่มีที่ยืนสำหรับคนแก่อีกแล้ว

เรื่องราวเริ่มต้นจากแก๊งค์ค้ายาเสพติดตกลงซื้อขายกันกลางทะเลทรายในรัฐเท็กซัสของสหรัฐอเมริกา เกิดตกลงกันไม่ได้เลยเปิดศึกยิงกันกระจาย หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง ลิวเวอลีน มอสส์ (รับบทโดย Josh Brolin) ล่าสัตว์อยู่แถวนั้น มาเจอศพเกลื่อนไปหมด เจอทั้งยา และเงินดอลลาร์เต็มกระเป๋า ในหนึ่งก็คิดว่าถ้าเอาเงินนี้มาเป็นของตัวเองต้องเดือดร้อนแน่ ๆ แต่ด้วยความโลภเขาตัดสินใจนำเงินกลับไปด้วย ลิวเวอลีน มอสส์ ถูกตามล่าโดยแอนทอน ชีเกอรห์ (รับบทโดย Javier Bardem) นักฆ่าผู้มีความโรคจิตนิด ๆ ซึ่งถูกว่าจ้างให้มาตามหาเงินคืน และนายอำเภอวัยใกล้เกษียณ Ed Tom Bell (รับบทโดย Tommy Lee Jones) ก็ได้ดูแลการสืบสวนคดีนี้อย่างใกล้ชิด โดยเนื้อเรื่องเกือบทั้งหมดเป็นเรื่องราวการหนีของลิวเวอลีน โดยมีชีเกอรห์ตามหลังมา 1 ก้าว และมีนายอำเภอตามหลังมาอีก 2 ก้าว

หนังเปิดเรื่องมาด้วยการฉายภาพภูมิประเทศหม่นมัวและแห้งแล้งของรัฐเท็กซัส และเสียงบรรยายเหนื่อยเศร้าของนายอำเภอ เล่าชีวิตการเป็นนายอำเภอมาตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นพ่อ และความซับซ้อนเข้าใจยากของคดีฆาตกรรมในโลกทุกวันนี้ ตลอดเรื่องคนดูอาจจะลุ้นอยู่กับการไล่ล่าของชีเกอรห์ และลิวเวอลีน จนลืมไปว่านายอำเภอคือตัวละครเอก เป็นคนเล่าเรื่อง และเป็นเจ้าของเรื่องด้วยนะ ซึ่งมีหลายฉากเลยที่ตอกย้ำว่านายอำเภอพยายามจะตามคนร้ายให้ทัน แต่ก็ช้าไป 1 ก้าวทุกครั้ง ไม่เพียงแต่ตามไม่ทัน หนังยังเน้นให้เห็นว่านายอำเภอมีความเหนื่อยล้า อิดโรย และถอดใจไปแล้ว แต่เพราะหน้าที่และอุดมการณ์ที่มีอยู่ ก็หวังจะปิดคดีให้ได้ เพื่อความภาคภูมิใจครั้งสุดท้ายก่อนที่จะเกษียณ

อะไรที่ว่าแปลก

– ความย้อนแย้งและบุคลิกแปลก ๆ ของตัวละคร ต้องยกให้ชีเกอรห์ ฆาตกรโหดเหี้ยม มีความจิตไม่ปกติ ฆ่าคนไม่เลือกหน้า เขาตั้งกฎเอาไว้ว่าถ้าใครได้พูดคุยและได้เห็นหน้าเขาแล้ว คนนั้นต้องถูกเขาฆ่าตาย บางครั้งเขาจะให้โอกาสเล่นเกมโยนเหรียญให้ทายว่าหัวหรือก้อย และด้วยลักษณะการพูดไม่ค่อยเหมือนคนทั่วไป เวลาชีเกอรห์พูดคุยกับใครก็ตามจะให้ความรู้สึกน่ากลัวและตลกในเวลาเดียวกัน

–  เราจะได้เห็นฉากธรรมดา ๆ แต่ให้ความรู้สึกว่ามันทั้งคูล ทั้งเท่ห์ เต็มไปหมด เช่น ฉากที่ Josh Brolin ชักปืนมายิงสุนัขล่าเนื้อ แม้จะดูทุลักทุเล แต่ให้ตายเถอะ…มันเจ๋งเป็นบ้าเลย

– หนังให้น้ำหนักกับการไล่ล่า โดยมีการวางเส้นเรื่องที่ค่อย ๆ ปูมาจากความราบเรียบ ไปสู่ความตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วหักจบแบบคนดูไม่ทันตั้งตัว นี่คงเป็นจุดที่ทำให้คนดูคาใจ มีการพูดถึง และเอาไปคิดต่อ

Glass คนเหนือมนุษย์ การมาพบกันของซุปเปอร์ฮีโร่ ซุปเปอร์วายร้าย และซุปเปอร์ผู้คุมเกม

เห็นโปรแกรมฉายหนัง Glass คนเหนือมนุษย์ จะเข้าฉายในประเทศไทยช่วงกลางเดือนมกราคม ปี เลยแวะไปดู Official Trailer มาแล้ว และต้องมาบอกต่อว่าหนังน่าดูมาก เรื่องนี้ เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน (M. Night Shyamalan) ยังคงรับหน้าที่เขียนบท กำกับ และยังเป็นผู้อำนวยการสร้างอีกด้วย หลายคนอาจไม่รู้ว่าชยามาลานเป็นเจ้าของผลงานขึ้นหิ้งอย่าง The Sixth Sense และยังมีเรื่อง Unbreakable (2000) และ Split (2016) ซึ่งถือเป็นภาคหนึ่ง และภาคสอง ก่อนจะมาทำภาคสุดท้ายคือ Glass (2019) เวบไซต์หนังหลาย ๆ ที่ต่างกล่าวว่า หนังสามเรื่องที่กล่าวมานี้ เป็นไตรภาครถไฟสายตะวันออก 177 ของชยามาลาน (M. Night Shyamalan’s Eastrail 177 Trilogy)

ภาคแรก Unbreakable: กำเนิดซุปเปอร์ฮีโร่

Unbreakable เฉียดชะตา…สยอง เป็นเรื่องราวของเดวิด ดันน์ (รับบทโดย Bruce Willis) ผู้ชายเพียงคนเดียวที่รอดชีวิตจากเหตุรถไฟสาย Eastrail 177 ตกราง มากไปกว่านั้นเดวิดยังเคยรอดชีวิตจากเหตุรถชนกันและเหตุการณ์จมน้ำก่อนหน้านี้อีกด้วย ตัวละครหลักอีกคนหนึ่งคืออีไลจาห์ ไพร์ซ หรือมีอีกชื่อว่า Mr. Glass (รับบทโดย Samuel L. Jackson) เพราะกระดูกหักบ่อยและหักง่ายมาก อันเนื่องมาจากเขาเป็นโรคกระดูกเปราะกรรมพันธุ์นั่นเอง อีไลจาห์เป็นคนคลั่งไคล้การ์ตูนซุปเปอร์ฮีโร่มาตั้งแต่เด็ก และพอทราบว่าเดวิดเป็นเพียงคนเดียวที่รอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์จากรถไฟตกราง อีไลจาห์จึงสนใจและได้มาพบกับกับเดวิด พร้อมทั้งตั้งคำถามให้เดวิดกลับไปคิดว่า “คุณเคยป่วยบ้างไหม?”

เนื้อหาของหนังส่วนใหญ่เป็นการสำรวจและค้นหาตัวเองของเดวิด ดันน์ ในขณะที่เขาค้นหาตัวเองเขามีความรู้สึกคัดค้านอยู่ตลอดว่าไม่มีทางเป็นไปได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในบางครั้งก็ทำให้เขาไม่อาจปฏิเสธตนเองได้เช่นกัน ถ้าใครได้ดู The Sixth Sense แล้ว จะบอกว่าเรื่องนี้มีโทนของหนังคล้ายกัน คือ บรรยากาศเงียบ ตัวละครพูดน้อย บทสนทนาน้อย แต่เนื้อเรื่องชวนติดตาม ทำให้อยากรู้ว่าเดวิดมีพลังเหนือธรรมชาติจริงหรือไม่ บวกกับตอนท้ายมีการหักมุมเบา ๆ ซึ่งทำให้ร้อง เห้ย! ได้เลยทีเดียว

ภาคสอง Split: กำเนิดซุปเปอร์วายร้าย

Split จิตหลุดโลก ออกฉายเมื่อปี 2016 เป็นเรื่องของเควิน ผู้ชายที่มี 23 บุคลิก (รับบทโดย James McAvoy) แต่ละบุคลิกจะมีชื่อแตกต่างกันชนิดที่จำชื่อไม่หวาดไม่ไหว เขาลักพาตัวสาววัยรุ่น 3 คน มาขังไว้ในสถานที่ลึกลับ เรื่องนี้มีความตื่นเต้น ระทึกขวัญ และโดดเด่นตรงการแสดงของ James McAvoy เมื่อต้องเปลี่ยนแปลงเป็นหลาย ๆ บุคลิกในฉากเดียวกัน โดยเฉพาะในตอนท้ายที่มีบุคลิก The Beast โผล่มา ทำให้คนดูเกิดคำถามประมาณว่า ‘คนอะไร แหวกกรงเหล็กได้ แบบนี้ไม่ใช่คนแล้ว’ คนดูเลยรู้สึกว่ามันแฟนตาซีและเวอร์วังเกินไป แต่ที่ไหนได้ มันคือการหักมุม (เรื่องถนัดของผู้กำกับคนนี้) เพื่อปูเรื่องว่าความจริงแล้ว Split นี่แหล่ะ คือกำเนิด The Beast ซุปเปอร์วายร้าย และเป็นภาคต่อเนื่องของ Unbreakable กำเนิดซุปเปอร์ฮีโร่ เมื่อ 15 ปีก่อนนั่นเอง

Glass: จุดจบไตรภาครถไฟสายตะวันออก 177 ของชยามาลาน

จากตัวอย่างหนัง ที่จะเข้าฉายกลางเดือนมกราคม 2019 เราจะได้เห็นการกลับมาของ ซุปเปอร์ฮีโร่เดวิด ดันน์ และซุปเปอร์วายร้าย The Beast แน่นอน ส่วน  Mr. Glass ที่น่าจะเป็นตัวละครหลักของภาคนี้ ต้องมาลุ้นกันว่าเขาจะเป็นซุปเปอร์คอมมานเดอร์หรือเป็นอะไรที่สร้างความประหลาดใจให้กับคนดูได้มากมายแค่ไหน และมาคอยดูกันว่าชยามาลาน จะมีหักมุมเจ๋ง ๆ ให้เราได้ร้อง เห้ย! กันอีกหรือเปล่า

Mad Max Fury Road ถนนนรกโลกันตร์ ตำนานความมันส์ แบบสุดติ่งกระดิ่งแมว

ถ้านึกถึงหนังสนุกมาก ๆ มันส์มาก ๆ สู้กันอย่างบ้าคลั่ง แอ็คชั่นสนั่น ต้องหนังเรื่องนี้เลย Mad Max: Fury Road (2015) เป็นหนังของผู้กับกับ George Miller ที่กำกับหนังแฟรนไชส์ Mad Max มาแล้วถึง 3 ภาค ก่อนจะมาระเบิดความมันสุดขีดกับแมดแมกซ์ภาคล่าสุด หลายคนอาจจะยังไม่ได้ดู Mad Max 3 ภาคแรก แต่ไม่ต้องกังวลว่าจะดูไม่เข้าใจ เพราะ Mad Max: Fury Road เล่าเรื่องได้ครบถ้วน หมดจด ไม่มีความงง จะมีก็แต่ความบู้ เดินเรื่องเร็ว กระชับ บ้าและระห่ำสิ้นดี

Mad Max: Fury Road เป็นหนังที่มีฉากเป็นยุคสมัยหลังสงครามนิวเคลียร์ โลกล่มสลาย เหลือแต่ความแห้งแล้งและเต็มไปด้วยทะเลทราย มนุษย์อยู่กันเป็นกลุ่มเหมือนชนเผ่า หรือเป็นอาณาจักรใครอาณาจักรมัน จึงเกิดการแย่งชิงน้ำ อาหาร และน้ำมัน เพื่อการมีชีวิตอยู่ได้ต่อไป หนังเปิดเรื่องด้วย แม็กซ์ ร็อคเก็ทแทนสกี้ (รับบทโดย Tom Hardy) หนีการไล่ล่าและถูกจับไปเป็นถุงเลือดในเมืองซิทาเดลซึ่งปกครองโดย อิมมอร์ทัน โจ (รับบทโดย Hugh Keays-Byrne) ในขณะที่แม็กซ์พยายามจะหลบหนี เขาได้พบกับอิมเพอราเตอร์ ฟูริโอซา (รับบทโดย Charlize Theron) ซึ่งกำลังพาเมียทั้ง 5 ของโจ (The Five Wives) หนีออกจากเมือง โดยมีจุดหมายคือ The Green Place สถานที่ที่ฟูริโอซาเคยจากมา

การไล่ล่าดุเดือดเกิดขึ้นเมื่ออิมมอร์ทัน โจ นำเหล่ากองกำลัง War boys ออกไล่ล่าเพื่อชิงเมียทั้ง 5 กลับคืนมา เราจะได้เห็นฉากขับรถไล่ล่าทรงพลัง รับรองว่าไม่เคยเห็นที่ไหนยิ่งใหญ่ขนาดนี้มาก่อน ความมันส์และลุ้นแบบไม่มีหยุดพัก แถมยังจะได้เห็นมือกีตาร์ในตำนานที่โผล่มาแย่งซีนและบรรเลงดนตรีปลุกความสนุกตลอดเรื่อง

ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับตัวละครที่รู้ไว้แล้ว จะดูหนังสนุกมากขึ้น

– Max Rockatansky (แม็กซ์ ร็อคเก็ทแทนสกี้) หรือ Mad Max ของเรานั่นเอง เขาเป็นอดีตตำรวจที่ลูกเมียถูกฆ่าตาย จากความโหดร้ายในอดีตที่ตามหลอกหลอน ทำให้เขาเดินทางลำพัง และคอยช่วยเหลือผู้อ่อนแอ จนกองทัพของอิมมอร์ทัน โจ จับเขามาเพื่อเป็นแหล่งสำรองเลือดไว้ใช้ในเมืองซิทาเดล เรียกง่าย ๆ คือเป็นถุงเลือดเอาไว้ให้พวกทหารที่บาดเจ็บนั่นเอง

– Immortan Joe (อิมมอร์ทัน โจ) เป็นผู้นำและผู้ปกครองเมืองซิทาเดล และเป็นพระเจ้าของเหล่า War Boys ชื่อจริงก่อนหน้าจะมาปกครองเมืองคือ Colonel Joe Moore

– Imperator Furiosa (อิมเพอราเตอร์ ฟูริโอซา) เป็นผู้บัญชาการกองทัพภายใต้การปกครองของอิมมอร์ทัน โจ แต่เพราะความกดขี่และไม่เป็นธรรมของโจ ทำให้ฟูริโอซาต่อต้านและตัดสินใจพาเมียทั้งห้าของโจหลบหนีออกจากเมืองซิทาเดล

– The Five Wives เมียของอิมมอร์ทัน โจ เป็นสาวสวย 5 คน ที่สุขภาพดี และไม่ได้รับผลกระทบอื่นจากกัมมันตรังสีในสงครามนิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ The Five Wives จึงเป็นทั้งเมียของโจ และเป็นทั้งถุงนมไว้สำหรับเด็กที่เกิดมาสุขภาพดี เพื่อจะเป็นกำลังสำคัญของเมืองซิทาเดลต่อไป

– War Boys คือ กองกำลังของอิมมอร์ทัน โจ มีความศรัทธาและคลั่งไคล้ผู้นำชนิดถวายหัวและตายแทนได้เลย

– Valhalla (วาลฮาลา) ไม่ใช่ตัวละครแต่ป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่อิมมอร์ทัน โจ ปลูกฝังเหล่า War Boys ไว้ตั้งแต่เด็ก ทำให้ War Boys เชื่อว่าการต่อสู้เพื่อผู้นำจะนำพาพวกเขาไปสู่วาลฮาลา

Mad Max: Fury Road ถูกการันตีความเจ๋งด้านการถ่ายทำและโปรดักชั่นด้วยการกวาดรางวัลออสการ์ ปี 2016 ถึง 6 รางวัล แถมยังได้เข้าชิงรางวัลใหญ่อย่างภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และผู้กำกับยอดเยี่ยมอีกด้วย จึงบอกได้เลยว่านอกจากหนังจะมีความสนุก บ้าระห่ำ ตื่นเต้นตลอดเรื่องแล้ว หนังเรื่องนี้ยังมีอะไรที่มากกว่าการเป็นหนังแอ็คชั่น ให้คนดูได้สัมผัส คิดตาม และรู้สึกตามไปด้วย ไปดูเลย รับรองไม่ผิดหวัง!!

Birdman มนุษย์นกในแดนมหัศจรรย์

แฟนหนังของผู้กำกับสุดติสต์อย่าง อาเลจันโดร กอนซาเลซ อินาริตู ต้องไม่พลาดหนังเรื่องติสต์ ๆ อย่าง Birdman เพราะนอกจากหนังจะถูกการันตีคุณภาพด้วยรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในปี 2015 แล้ว ในส่วนของเนื้อหา โทนของหนัง และเทคนิคการถ่ายทำนั้น ยังทำให้คนดูรู้สึกเพลิดเพลินและมีอารมณ์ร่วมอย่างไม่รู้ตัว

หนังที่เหมือนจะเครียด ๆ แต่สามารถเก็บไว้ดูแก้เครียดได้

Birdman หรือชื่อภาษาไทยคือ เบิร์ดแมน มายาดาว เป็นเรื่องราวของริกเก้น ทอมสัน (รับบทโดยไมเคิล คีตัน) ดาราที่เคยโด่งดังจากการเล่นบทเบิร์ดแมน เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ซึ่งเขาพยายามจะรักษาชื่อเสียงเอาไว้และพยายามจะกลับมาดังอีกครั้งด้วยการทำละคร Broadway โดยริกเก้นทำหน้าที่ทั้งเขียนบทเอง กำกับเอง แถมยังแสดงเองอีกต่างหาก ฟังดูเหมือนเรื่องราวธรรมดาทั่วไป แต่ปมของเรื่องมันอยู่ตรงนี้

ริกเก้นมักจะได้ยินเสียง Birdman ในหัว หนำซ้ำบางครั้งยังโผล่มาให้เห็นตัวเป็น ๆ มากางปีกอยู่ใกล้ ๆ คอยกระซิบถ้อยคำซึ่งตรงกับความคิดด้านมืดที่ริกเก้นกำลังคิดอยู่ ปัญหาใหญ่ของเขาดูเหมือนจะเป็นเรื่องการทำละคร Broadway ซึ่งเขาเองมีความคาดหวังและมีความกดดันอย่างมาก แต่ไม่เพียงเท่านั้น เพราะเขายังมีปมเรื่องลูกสาวชื่อแซม (รับบทโดยเอ็มม่า สโตน) ที่ไม่เคยยอมรับในตัวเขา เขายังมีความรู้สึกอาลัยรักภรรยาที่เลิกรากันไป และเขายังมีปัญหาไม่ลงรอยกับนักแสดงร่วมในละครอีกคนอย่างไมค์ (รับบทโดยเอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน) และยังมีเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ มากวนใจอีก ด้วยปัญหาหลายอย่างกรายหน้ากันเข้ามา เลยทำให้ Birdman ได้ออกโรงมาประชดประชันเขาไม่เว้นแต่ละวัน คอยมาเตือนความจำว่าเขาเคยยิ่งใหญ่ขนาดไหน และมาพูดโน้มน้าวให้เขาทำอย่างนั้นอย่างนี้เพื่อให้กลับมาดังและยิ่งใหญ่อีกครั้ง

หนังเรื่องนี้มีความยาวเกือบ 2 ชั่วโมง โดยเนื้อเรื่องนั้น จริง ๆ แล้วอาจมีความดราม่าอยู่เยอะพอสมควร แต่ผู้กำกับอินาริตูได้สอดแทรกมุข ความขำ และความตลกร้ายไว้อย่างพอดี ทำให้หนังที่เหมือนจะเครียดเพราะความดราม่าของตัวละคร กลับมีความฮาปะปนอยู่อย่างลงตัว และความโดดเด่นอีกอย่างหนึ่งที่จะลืมไม่ได้เลย คือฉาก long take ซึ่งทำให้ตื่นตาตื่นใจและทำให้ดูเพลินมากจริงๆ และด้วยความดีงามของฉาก long take และการลำดับภาพที่ไร้ที่ติ บวกกับนักแสดงที่แสดงได้ดีและเข้าถึงบทบาทดีเยี่ยมทุกคน ทำให้คนดูรู้สึกเหมือนได้ติดตามตัวละครอย่างใกล้ชิดและเข้าอกเข้าใจความรู้สึกของตัวละคร โดยเฉพาะริกเก้นตัวละครเอกของเรื่อง

โดยสรุป Birdman ถือว่าเป็นหนังที่สะท้อนความรู้สึกนึกคิดของคนเราในแง่ของการยึดมั่นในอะไรบางอย่าง เช่น เส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ การยึดติดความสำเร็จในอดีต การตั้งความหวัง และการตอบสนองต่อความผิดหวัง ในอีกแง่หนึ่ง ก็ถือเป็นหนังที่มีความตลกร้ายและให้ความบรรเทิง จิกกัดเสียดสีวงการทำหนังทำละคร และมีฉาก long take ที่ใครได้ดูแล้วรับรองว่าต้องไม่ลืม ถือว่าเป็นหนังที่น่าจดจำอีกเรื่องหนึ่งและไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง

ทำนายหนัง Avenger 4 เมยายนปีหน้า ไปใครจะไปใครจะมาได้รู้กัน

                ประสบความสำเร็จไปมหาศาลกับหนังที่มีการวางแผนปูเรื่องราวมาเป็นเวลา 10 ปีเต็ม กับ Avenger 3 Infinity War หนังซุเปอร์ฮีโร่แห่งยุคที่ถือว่าเป็น Avenger ภาคที่ดีที่สุดเลยก็ว่าได้ จากฝีมือการกำกับของพี่น้อง Roslot หลายคนให้ความสนใจและทำร้ายได้ไปเป็นพัน ๆ ล้านเหรียญ และประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะมีภาคสี่ในเดือนเมษายนปี 2019 แน่นอนว่าทุกคนตั้งหน้าตั้งตาคอยให้ถึงวันนั้น เนื่องจากคนที่ได้ดู Avenger Infinity War มานั้นก็คงจะรู้ดีว่า การจบของหนังเรื่องนี้นั้นทำไว้ได้ เจ็บแสบใจของคนดูเป็นอย่างมาก

เพราะเหตุนี้ จึงทำให้มีประเด็นมากมายผุดขึ้นมาเกี่ยวกับเรื่องราวหลังจากการเหตุการณ์ Infinity War ซึ่งมีหลายประเด็นที่น่าสนใจและมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น สำหรับท่านใดที่ยังไม่ได้ดู Avenger Infinity War ให้รีบไปดูก่อน และมาร่วมทำนายภาคต่อไปของหนังกัน

Spoil Alert รีบไปดูก่อนมาอ่าน เรื่องราวภาคหน้าของเหล่าผู้พิทักษ์โลก

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นเกี่ยวกับทฤษฎีมากมายที่มีหลายคนคิดขึ้นมาเกี่ยวกับเนื้อหาความน่าจะเป็นในภาคต่อไปของ Avenger 4

  • เริ่มจากทฤษฎีแรกเกี่ยวกับการตายของฮีโร่ครึ่งจักรวาล ในหนังเราจะเห็นได้ว่ามีฮีโร่มากมายที่ต้องสลายไปจากการดีดนิ้วเพียงครั้งเดียวของ Thanos ที่มี Infinity Stones ครบ เหลือแค่ฮีโร่บางส่วนที่ไม่ได้สลายไปด้วย ซึ่งมีหลายคนคิดว่า การสลายไปของฮีโร่นั้นไม่ใช่การตาย แต่คือการถูกดูดเข้าไปอยู่ใน Soul Stone นั่นเอง หลักฐานคือฉากที่ Thanos ได้คุยกับ Gamora ตอนเด็กที่มีพื้นหลังฉากเป็นสีส้ม ทำให้หลายคนคิดว่าใน Soul Stone นั้นสามารถมีคนเข้าไปอาศัยอยู่ได้ อ้างอิงจากใน comic ที่ Adam Warlockได้มีชีวิตอยู่ใน Soul Stone นั่นเอง บวกกับการเห็นแผนผังหนัง phrase ต่อไปของ Marvel ซึ่งมีหนังภาคต่อของฮีโร่หลาย ๆ คนที่สลายหายไปใน Infinity War ทำให้ยิ่งแน่ใจว่า การสลายไม่ใช่การตายของซุเปอร์ฮีโร่แน่นอน
  • ทฤษฎีต่อมาเกี่ยวกับเรื่องราวของหนังที่กำลังจะเข้าโรงในอีกไม่ช้า นั่นก็คือ Captain Marvel หลายคนหาข้อสังเกตเกี่ยวกับเนื้อหาของหนังเรื่องนี้ว่า เป็นไปได้หรือเปล่าที่ตัวหนังจะเล่าเรื่องราวที่เกี่ยวกับ Infinity War และเหตุการณ์ใน Captain Marvel นั้นจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลัง Infinity War หลายคนบอกว่าเป็นเหตุการณ์ก่อนที่จะเกิด Infinity War เนื่องจาก มีภาพหลุดจากกองถ่ายหนังเรื่อง Captain Marvel ที่เป็นภาพ Carl Denver กำลังใส่ชุดชาว Skull และ Nick Fury ก็หน้าตายังหนุ่มอยู่ เป็นไปได้ว่าหนังอาจจะเล่าเรื่องราวย้อนกลับไปตั้งแต่ Captain Marvel เจอกับ Nick Fury และใน End credit อาจจะได้พบกับเรื่องราวเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกับ End Credit ของ Avenger Infinity War ที่ Nick Fury ได้ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือให้ Captain Marvel ก็เป็นได้
  • ทฤษฎีอีกอันที่น่าสนใจคือ MUC หรือ Marvel Cinematic Unaversive ใน Phrase ต่อไปนั้น จะเหลือฮีโร่คนไหนบ้าง เนื่องจากมีฮีโร่หลายคนที่สลายหายไป และหมดสัญญากับค่ายหนัง Marvel ในชีวิตจริงแล้ว ซึ่งที่หลายคนน่าจะรู้ก็คือ Captain America ที่แสดงนำโดย Chris Evan เจ้าตัวได้ออกมาประกาศแล้วว่าจะไม่มีการต่อสัญญากับค่ายแล้ว ทำให้เราอาจจะแน่ใจได้ว่าคงจะไม่มี Captain America ในหนัง Phrase 4 แน่นอน รวมไปถึง มีหลายคนที่คาดเดาเรื่องของฮีโร่ที่ขึ้นมาทำหน้าที่ขับเคลื่อน MCU ต่อ ซึ่งก็คือฮีโร่ที่ออกมายังไม่ครบไตรภาคนั่นเอง ได้แก่ Spider-man Black panther Doctor Strange Ant-man รวมไปถึงฮีโร่ตัวใหม่ที่กำลังจะเข้าฉายอย่าง Captain Marvel เป็นต้น

เรื่องราวเหล่านี้เป็นเพียงแค่การสันนิษฐานเท่านั้นเกี่ยวกับความน่าจะเป็นของ MCU ในอนาคต แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีใครบอกได้อย่างแน่ชัดว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป เป็นเรื่องที่เราต้องคอยติดตามกันต่อไป

 

Venom ไอ้แมงมุมที่น่ากลัวที่สุด มีหนังเดี่ยวเป็นของตัวเองแล้ว

                ถ้าใครเป็นแฟนหนังและแฟนการ์ตูนค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Marvel แล้ว เตรียมเฮกันได้เลย สำหรับหนังซุเปอร์วายร้ายที่กำลังจะเข้าฉายในอีกไม่นานนัก กับหนังเรื่อง Venom จาก Sony Picture หลังจากที่ Sony Picture ปล่อยให้ Marvel Studio ยืมลิขสิทธิ์ของไอ้แมงมุม spider-man ไปใช้ใน Captain America Civil War Spider-man home coming และ Avenger Infinity War แล้ว ตัวค่ายของ Sony Picture คงจะน้อยหน้าไม่ได้ จึงได้คลอดหนังคู่ปรับตลอดกาลของ Spider-man ออกมา หวังเรียกกระแสตอบรับให้ดังเปรี้ยงปร้าง

เรื่องราวของอสรพิษแมงมุมในโลกของหนังและคอมมิค

                Venom ถือเป็นศัตรูที่น่ากลัวและเป็นคู่ปรับตลอดกาลของซุเปอร์ฮีโร่ขวัญใจประชาชนอย่าง Spider-man ซึ่ง venom นั้นได้ออกมาโลดแล่นทั้งในฟิมล์ภาพยนต์และหน้าหนังสือการ์ตูนเป็นเวลายาวนาน เรื่องราวเกี่ยวกับตัวละครตัวนี้ในการ์ตูนนั้นเริ่มจาก Eddy Brock นักข่าวคนหนึ่งที่คอยตามติดข่าวความเคลื่อนไหวของ Spider-man อยู่ตลอดเวลา หวังที่จะได้ข้อมูลดี ๆ เพื่อนำไปเสนอให้กับสำนักข่าวใหญ่อย่าง Daily Bogle เขาจึงทำทุกอย่างเพื่อตามติดชีวิตของ Spider-man และนำข้อมูลสำคัญมาให้ได้ แต่ Spider-man หรือ Peter Parker นั้นไม่ได้สนใจและไม่ยอมให้ความร่วมมือกับ Eddy จนทำให้ความหวังของเขาพังทลายลง รวมไปถึงไม่มีผลงานไปเสนอที่ Daily Bogle ทำให้เขาโดนไล่ออก และชีวิตตกต่ำลงเรื่อย ๆ จึงเป็นเหตุให้ตัว Eddy นั้นเกลียด Spider-man เป็นอย่างมาก

ซึ่งในช่วงเวลาที่ Eddy โดนไล่ออกจาก Daily Bogle นั้น Spider-man ของเราก็กำลังโดน Alien จากต่างดาวที่มีชื่อว่า Symbiote เข้าครอบงำ จนกลายร่างเป็น Spider-man สีดำที่ทุกคนน่าจะคุ้นหน้าคุ้นตากันดี วันหนึ่ง Eddy ได้ไปที่โบสถ์ เพื่ออธิบายหลังจากที่เขาเจอเรื่องร้าย ๆ มา ซึ่งก็เป็นวันเดียวกับที่ Spider-man กำลังทำการไล่เจ้า Symbiote ออกจากร่างกายของเขา โดยใช้เคลื่อนเสียงจากระฆังที่โบสถ์ เนื่องจาก Symbiote นั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ถูกกับเคลื่อนเสียงและความร้อน จึงทำให้มันหลุดออกจากตัวของ Peter จากนั้นมันก็ได้ทำงานหาเจ้าของร่างคนใหม่ ซึ่งจะเป็นใครไม่ได้นอกจาก Eddy ที่กำลังนั่งอธิฐานอยู่ด้านล่าง จึงกลายเป็นจุดกำเนินของ Venom ในการ์ตูนเรื่อง Spider-man

ในหนังไตรภาค Spider-man ฉบับที่ Tobey Maguireเป็นพระเอกนั้น ใน Spider-man สาม ศัตรูตัวหนั่งที่สำคัญก็คือ Venom นั่นเอง ซึ่งตัวหนังก็ได้ว่างเรื่องราวการกำเนิดของ Venom ไว้ค่อนค้างเหมือนในการ์ตูนอย่างมาก รวมไปถึงรายละเอียดต่าง ๆ ที่เราเห็นในหนัง เช่นกลัวเคลื่อนเสียงเหมือนกัน และกลัวความร้อนเช่นกัน แต่ในอีกไม่กี่เดือนข้างนี้ เราจะได้พบกับ Venom โฉมใหม่ ที่เป็นหนังเดี่ยวของตัวเขาเอง หลาย ๆ คนอยากรู้ว่าจะมีเรื่องราวเป็นไปในทิศทางไหน และสามารถที่จะเข้าไปรวมกับจักรวาลหนัง Marvel ไหนได้บ้างหรือไม่ คงเป็นเรื่องที่เราต้องติดตาม

สำหรับที่เป็นแฟนคลับ Spider-man หรือค่าย Marvel แล้ว เรื่องนี้เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง มารอดูกันว่าทาง Sony Picture นั้นจะถ่ายทอดตัว Venom ในรูปแบบหนังเดียวได้อย่างไร

 

การตามหาที่น่าพิศวง Searching เสิร์ชหา สูญหาย

                ลองจินตนการดูเล่น ๆ ว่าถ้าวันหนึ่งคนสำคัญในชีวิตของเราหายไปออกจากบ้าน และไม่สามารถติดต่อได้เลย เราจะมีความรู้สึกอย่างไร คงจะเป็นความรู้สึกที่เป็นห่วงและทรมานมาก หนังเรื่อง Searching หรือในชื่อไทยคือ เสิร์ชหา สูญหายนั้น จะถ่ายทอดอารมณ์เรื่องราวของการลูกสาวสุดที่รักของตัวเอกในเรื่อง ที่หายไปออกจากที่ได้อย่างไร้ร่องรอย และพ่อไม่สามารถติดได้ต่อ ถือเป็นหนังกำลังจะเข้าฉายที่มาแรงอีกเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

หนังเรื่อง searching มีจุดเด่นที่ดึงดูดคนดูมากมายตั้งแต่ยังไม่เข้าโรง เช่นเรื่องของ plot หนังที่ทำได้น่าสนใจ และหลายคนที่ต้องการจะรู้คำตอบว่าลูกสาวของตัวหลักของในเรื่องที่ชื่อ David Kim นั้นหายไปไหน และหายไปทำอะไรกันแน่ โดยเรื่องราวคร่าว ๆ ของหนังก็คือมีครอบครัวที่แสนจะอบอุ่นครอบครัวหนึ่ง มีสมาชิกพ่อ แม่ และลูกสาวคนหนึ่ง ซึ่งครอบครัวนี้มีการบันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์คเหมือนคนธรรมดาทั่ว ๆ ไป ตั้งแต่ลูกสาวพึ่งเกิด จากนั้นก็มีการบันทึกเรื่องราวและกิจกรรมต่าง ๆ ของครอบครัว Kim มาเรื่อย ๆ จนถึงวันที่ลูกสาว Margot Kim โตเป็นสาววัยรุ่น และคุณแม่ได้จากโลกนี้ไปแล้ว แต่เรื่องราวจริง ๆ มันเริ่มขึ้นในวันหนึ่งที่ตัวของลูกสาวนั้นหายออกไปจากบ้าน โดยที่พ่อไม่รู้เรื่องอะไรเลย

เมื่อทุกอย่างผิดสังเกต พ่อจึงพยายามตามหาลูกทุกวิถีทาง เพื่อที่จะหาลูกให้เจอ โดยพ่อได้ทำการแจ้งความ และหาข้อมูลต่าง ๆ ของลูกจากเพื่อนของลูก และเบาะแสต่าง ๆ ที่มีคนพบเห็นลูกสาวของเขา แต่เรื่องยิ่งกลับแย่ลงเมื่อมีเบาะแสของลูกตนเองในทางที่เสียหาย ไม่ว่าจะเป็นการทำบัตรปลอม และมีการถอนเงินสดออกจากธนาคารเป็นเงิน 2500 ดอลล่าร์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติเป็นอย่างมาก ทำให้เราต้องเอาใจช่วยคุณพ่อหาตัวลูกสาวให้เจอ รวมไปถึงเหตุผลว่าทำไมลูกสาวถึงทำแบบนี้

ลงทุนไปไม่มาก แต่สามารถเป็นกระแสได้ไม่ยาก

                นอกจากเรื่องราวของ plot หนังที่น่าลึกลับ น่าค้นหา และปริศนามากมายแล้ว Searching ยังมีจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งเลยก็คือ วิธีการถ่ายทอดหนัง หลายคนที่เป็นแฟนหนังผีหรือหนังสยองขวัญสั่นประสาท คงไม่มีใครไม่รู้จักหนังเรื่อง Paranormal Activity ว่าด้วยเรื่องราวของครอบครัวหนึ่งในบ้านหลังหนึ่ง ที่มีเรื่องราวประหลาดเกิดขึ้นมากมายในบ้าน ทำให้คนในบ้านตัดสินใจที่จะบันทึกภาพเหตุการณ์แปลก ๆ ที่เกิดขึ้น โดยใช้กล้องวิดีโอในการบันทึก ซึ่งจุดนี้แหละ เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจในหนังเรื่องนี้ นั่นก็คือตัวหนังตั้งแต่ต้นจนจบ ภาพที่คนดูจะเห็นจากหนังนั้นก็คือภาพจากกล้องวิดีโอที่ตัวละครได้ทำการบันทึกไว้ทั้งหมด แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่แปลกใหม่และน่าสนใจมาก ๆ ในยุคนั้น

หนังเรื่อง Searching ก็เช่นกัน ทุกเหตุการณ์ที่เราจะได้เห็นในหนังเรื่องนี้จะถูกเล่าผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์คในแต่ละช่องทาง ไม่ว่าจะเป็น Facebook Skype หรือ YouTube ทำให้เป็นการเพิ่มความน่าสนใจและคอนเซ็ปต์ที่แปลกใหม่ให้กับตัวหนังอย่างมาก และที่สำคัญคือไม่ได้ใช้งบประมาณที่มากมายอะไร แต่ก็สามารถเป็นหนังติดกระแส และมีคนให้ความสนใจอย่างล้มหลาม

Searching เสิร์ชหา สูญหาย หนังแนวลึกลับยุคใหม่ที่น่าจับตามอง และได้รับคะแนนรีวิวสูงจากหลาย ๆ ช่องทาง เริ่มเข้าฉายวันที่ 23 สิงหาคม 2561 ที่จะถึงนี้ อยากดูหนังที่ตื่นเต้น และน่าค้นหา อย่าพลาด Searching เสิร์ชหา สูญหาย

คะแนน: B+

 

สิ้นสุดการรอคอย Along with the God ฝ่า 7 นรกไปกับพระเจ้าภาค 2 มาแล้ว

                เมื่อเดือนธันวาปีที่ 2017 ที่ผ่านมา หลายคนเสียน้ำตาให้กับหนังเรื่องนี้ Along with the God ฝ่า 7 นรกไปกับพระเจ้า ดูเผลิน ๆ จากชื่อเรื่อง หรือตัวอย่างหนังแล้ว ไม่น่าจะเป็นหนังที่ดราม่าจนทำให้เสียน้ำตากันได้มากขนาดนี้ เนื่องจากที่ทุกคนเห็นก่อนเข้าไปดูในโรงก็คือ หนัง Action Sci-Fi ฟอร์มยักษ์จากประเทศเกาหลีเท่านั้น แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ก็เป็นไปตามที่คาดไว้ หนังเรื่องนี้ทำรายได้ถล่มถลายให้กับประเทศเกาหลี จนเมื่อปี 2018 นี้ ก็ถึงคราวของ Along with the God ภาค 2 แล้ว

การผจญภัยไปในแดนใต้พิภพทั้ง 7 ด่าน พร้อมกับพระเจ้าอีกครั้ง

                เรื่องราวของ Along with the God ในภาคแรกนั้น กล่าวถึงนักดับเพลิงคนหนึ่ง ที่ได้เข้าไปช่วยชีวิตในเหตุเพลิงไหม้ และพลาดท่าจนเสียชีวิต จึงถูกนำตัวลงไปพิพากษาตามกระบวนการ เพื่อทำการคัดเลือกว่าผู้ชายคนนี้จะได้ขึ้นสวรรค์หรือลงนรก โดยจะมีเหมือนเทพ ที่เคยช่วยเหลือผู้ชายคนนี้ในการพิพากษาในนรกทั้ง 7 ด่าน ก่อนที่จะตัดสินว่าจะได้ไปสวรรค์หรือนรก ซึ่งเรื่องราวก็เต็มไปด้วยความเข้มข้นมากมาย ทั้งเรื่องของบาปบุญที่ชายคนนี้ทำตอนมีชีวิตอยู่ เบื้องลึกเบื้องหลังของพระเจ้าผู้ช่วย ความรักระหว่างครอบครัว รวมไปถึงการเข้าช่วยเหลือวิญญาณน้องชายของนักดับเพลิงคนนี้ที่เป็นทหาร ให้พ้นออกจากนรกอีกด้วย

เรื่องราวเต็มไปด้วยความเศร้า ความลุ้นระทึก จิตสำนึก และบาปบุญคุณโทษต่าง ๆ ทำให้หนังเรื่องนี้ครบรส และสามารถเข้าถึงจิตใจของคนดูได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงการวางปมไว้ และกลับมาคลี่คลายได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ CG Visual Effect ที่ทำได้ไม่น้อยหน้า Hollywood และนักแสดงเกาหลีชื่อดัง ที่ยกทัพกันมาแสดงในเรื่องนี้กัน ทำให้หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก แต่ในภาคหนึ่งนั้น ได้ทิ้งประเด็นเรื่องราวบางอย่างเอาไว้ ซึ่งเป็นสัญญาณบอกว่า เรื่องราวนั้นยังไม่จบ และจะต้องมีการคลี่คลายอีกมาก นั่นหมายถึงการมีภาคสองนั่นเอง ตามที่ได้มีการประกาศออกมาในตอนต้นว่า หนังเรื่องนี้ใช้เวลาในการถ่ายทำถึง 12 ปี โดยถ่ายทำกันทั้งหมด 2 ภาคนั่นเอง Along with the God ภาค 2 นั้น จะเป็นเรื่องราวของน้องชายพระเอกที่เป็นทหารจากภาคแรก กับการฝ่า 7 นรกไปกับพระเจ้าผู้ช่วยทั้งสามคนเช่นเดิม รวมไปถึงมีการเปิดตัวสามพระเจ้าผู้ช่วยใหม่ ในตอนท้ายของภาคแรก แน่นอนว่าเราจะรู้ว่าพวกเขาเหล่านั้นเป็นใคร และมีผลอย่างไรกับ หนังในภาคนี้ รับประกันความสนุกได้แน่นอนจากภาคแรก

สำหรับใครที่คิดถึงพระเจ้าผู้ช่วยทั้งสาม รวมไปถึงอารมณ์ความสนุกอย่างครบของจากหนังสัญชาติเอเซียแล้วแหละก็ ถ้ามีเวลาขอให้ไป Along with the God ภาค 2 หรือสำหรับใครที่ยังไม่เคยดูภาคหนึ่ง แนะนำให้รีบไปหาดูและมาดูภาคสอง เพื่อได้รับอารมณ์ที่ต่อเนื่องและความทราบซึ้งกินใจระหว่างครอบครัว รับรองว่าท่าจะไม่ผิดหวังแน่นอน

คะแนน: A