The Replacements – ทีมอึดหัวใจสะโอด แม้ทีมจะเป็นแค่ตัวแทนแต่หัวใจเป็นของจริง

หนังคอมเมดี้ กีฬาอเมริกันฟุตบอล ที่เข้าฉายในปี 2000 เป็นเรื่องราวของทีมวอชิงตัน เซนติเนล ที่นักกีฬาตัวจริงทั้งทีมเกิดสไตรก์เพื่อเรียกร้องรายได้ที่มากขึ้น และไม่ยอมเล่นต่อกลางฤดูกาล ทั้ง ๆ ที่เหลืออีกเพียง 4 เกม และถ้าชนะอีกแค่ 3 เกมก็จะเข้าสู่รอบเพลย์ออฟ ได้ เจ้าของทีมเซนติเนลโอนีลล์ จึงเรียก จิมมี่ แม็กจินตี้ โค้ชเก่ารุ่นเก๋าที่เคยร่วมงานกัน เข้ามาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเอาตัวรอดฤดูกาลนี้ให้ได้ ด้วยการสร้างทีมตัวแทนขึ้นมาและเอาชนะให้ได้ 3 ใน 4 เกม โดยจิมมี่มีเงื่อนไขคือต้องได้สิทธิ์ในควบคุมทีม ห้ามใครแทรกแซงและสิทธิ์ในการเลือกสมาชิกในทีมด้วยตัวเอง

รายชื่อสมาชิกทีมตัวแทนที่จิมมี่คิดเอาไว้ เป็นการรวมผู้เล่นที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นไว้ด้วยกัน ตั้งแต่ตัวชนจอมลุยจากหน่วย S.W.A.T ตัววิ่งลมกรดที่ทำงานในร้านขายของชำ ตัวกันพี่น้องที่ทำงานเป็นบอดี้การ์ด ตัวเตะตีนหนักเจ้าสำราญ และควอเตอร์แบ็กตัวทำเกม เช่น ฟาลโก ทำงานเป็นคนทำความสะอาดเรือยอร์ช อดีตนักกีฬามหาลัยมือดีแต่เพราะเคยพ่ายแพ้ย่อยยับในเกมซูการ์โบว์ลจึงหยุดอนาคตผู้เล่นอาชีพของเค้าไป นอกจากนี้ยังมี บาทหลวง นักโทษ นักซูโม่ และผู้พิการทางการได้ยิน ตัวเด่นของเรื่องคือ ฟาลโก ที่จิมมี่เห็นว่ามีความสามารถในการสร้างสรรค์เกมแต่ขาดทีมที่มีความสามารถพอ ครั้งนี้จึงรวมคนที่โดดเด่นในทักษะต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกัน ทีมเฉพาะกิจนี้จะลงเล่นในฐานะผู้เล่นอาชีพโดยมีเวลาเตรียมตัวเพียง 1 สัปดาห์เท่านั้น ถ้าคิดกันจริง ๆ กว่าทีมจะเล่นเข้าขากันคงต้องซ้อมกันนานแรมเดือนแรมปี แต่ไม่ต้องกังวลไปเพราะหนังเรื่องนี้เป็นแนวคอมเมดี้ แค่เตรียมสนุกไปกับมุกเรียกเสียงฮาที่แทรกอยู่ตลอดเรื่อง และสีสันที่ขาดไม่ได้อีกอย่างก็คือทีมเชียร์ลีดเดอร์สาว ๆ ที่รวมตัวกันกันขึ้นใหม่เช่นกัน

การแข่งขันนัดแรกของทีมตัวแทนปรากฏว่าแพ้เละเทะ เพราะผู้เล่นยังไม่เข้าขากัน ยังไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน เรื่องราวค่อย ๆ ดำเนินต่อไป ผ่านการฝึกซ้อม ผ่านสถานการณ์ต่าง ๆ ให้ตัวละครค่อย ๆได้เรียนรู้กัน ในเรื่องจิมมี่ได้ให้ความสำคัญกับ ฟาวโก เป็นพิเศษ อาจเป็นเพราะความสามารถในการสร้างสรรค์เกมใหม่ ๆ ของฟาวโก แต่ที่สำคัญกว่านั้นฟาวโกคือคนสำคัญที่ทำให้ทีมเซนติเนลกลับมามีหัวใจอีกครั้ง เพราะเงื่อนไขสำคัญในการทำให้เกิดเกมใหม่ ๆ มาจากสมาชิกในทีมที่มีหัวใจเดียวกัน ทีมเซนติเนลได้เอาชนะได้ในการแข่งขัน 2 นัดถัดมา ไม่ว่าจะเพราะความสามารถของทีมหรือโชคช่วยก็ตาม เหลือการแข่งขันอีกเพียงนัดเดียวที่จะตัดสินว่าทีมเซนติเนลจะเข้าสู่รอบเพลย์ออฟได้หรือไม่

จุดเปลี่ยนอยู่ที่ควอเตอร์แบ็กตัวจริงที่มีความพร้อมและทักษะเหนือกว่าฟาวโกทุกอย่าง ยอมกลับมาเล่นให้ทีมอีกครั้ง ในนาทีนี้เองที่โอนีลล์เลือกจะผิดสัญญากับจิมมี่และบังคับให้เอาฟาวโกออก แต่ก็อย่างที่รู้กันว่าทีมที่ดีต้องมีหัวใจ และหัวใจของทีมทีมนี้ต้องมีฟาวโก บทสรุปของทีมตัวแทนนี้จะเป็นอย่างไร หัวใจของสมาชิกในทีมตัวแทนนี้จะเป็นของจริงแค่ไหน ต้องติดตามดูใน The Replacements รับรองว่าสนุกแน่นอน

Invincible สู้สุดใจ เกมนี้ไม่มีวันแพ้ หนังอเมริกันฟุตบอลที่จะปลุกไฟในตัวคุณ

หนังที่เข้าฉายในปี 2006 สร้างจากเรื่องจริงในวงการอเมริกันฟุตบอล ในช่วงปี 1976 ทีมฟิลาเดเฟียอีเกิล ประจำเมืองฟิลลี่ หรือ ฟิลาเดเฟีย ในรัฐเพนซิวาเนีย ที่ฟอร์มตกย่ำแย่และต้องการเปลี่ยนแปลงเพื่อทวงคืนความยิ่งใหญ่อีกครั้ง โค้ชคนใหม่ ดิก เวอมีล ได้เปิดให้คนทั่วไปเข้าร่วมการคัดตัวเป็นสมาชิกทีมอีเกิล และลงเล่นเป็นผู้เล่นมืออาชีพใน NFL หนังมีตัวดำเนินเรื่องคือ วินส์ พาพาลี่ หรือ พีท ชาวฟิลลี่โดยกำเนิดที่ผ่านการคัดเลือกเพียงหนึ่งเดียวในครั้งนั้น

เรื่องเริ่มต้นโดยภาพชีวิตของพีทและสถานการณ์ของทีมอีเกิล ทีมอีเกิลแพ้ในการแข่งขันฤดูกาลที่แล้วอย่างเลวร้าย ส่วนพีทเป็นครูสอนหนังสือที่ถูกให้ออกจากงาน บาร์เทนเดอร์พาร์ทไทม์ ถูกภรรยาทิ้ง มีปัญหาการเงิน เป็นช่วงชีวิตที่เข้าขั้นเลวร้ายไม่แตกต่างกัน แน่นอนว่าการได้ร่วมทีมอีเกิลเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะจะมีสักกี่คนที่เป็นแฟนตัวยงของทีมและได้กลายมาเป็นสมาชิกของทีมที่ชื่นชอบตอนอายุ 30 แต่ต้องยอมรับก่อนว่าการที่มือสมัครเล่นจะต้องกลายเป็นมืออาชีพในช่วยข้ามคืนไม่ใช่เรื่องง่าย พีทไม่ได้เป็นที่รักของคนในทีม เค้ายังคงตามคนอื่นไม่ทัน บาดเจ็บจากการซ้อม แม้ความอดทนของเค้าจะส่งผลให้ได้ลงเล่นจริงในสนาม แต่เกมแรกที่ได้ลงเล่นก็ยังยืนยันความเลวร้ายไม่เปลี่ยนแปลง มีบทพูดหนึ่งตอนพีทคุยกับพ่อ แล้วพ่อพูดว่า “สิ่งที่ผู้ชายจะได้รับคือความล้มเหลวที่มากขึ้นๆ” ชีวิตของพีทถูกเสนอสลับกับสถานการณ์ของทีมอีเกิลที่การจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งย่อมยากเย็นไม่น้อย ฤดูกาลใหม่เริ่มต้นขึ้นแล้วแต่อีเกิลก็ยังคงแพ้ซ้ำ ๆ

เวลาที่เราบอบช้ำกับชีวิต สับสนอลหมานกับปัญหาที่ถาโถมเข้ามา หรือในช่วงเวลาที่จิตใจหวั่นไหวไปกับความล้มเหลว รู้สึกเหมือนโลกพร้อมจะพังได้ทุกนาที สิ้นหวังและอ่อนแรง มันคือช่วงเวลาสำคัญที่เราจะทบทวนตัวเองถึงวันแรกที่เลือกเดินทางนั้น ๆ ทบทวนไปถึงสิ่งที่รักที่สุด ในช่วงเวลาก่อนที่สิ่งที่รักนั้นจะกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เจ็บปวดอย่างในทุกวันนี้ การได้ทบทวนตัวเองจะเป็นช่วงเวลาดีๆ ที่หล่อเลี้ยงหัวใจให้ก้าวต่อไปได้ แม้ความคิดดี ๆ มันจะเหมือนกับการหลอกตัวเอง แต่มันเป็นสิ่งที่ต้องมีในการเดินทางไปถึงเป้าหมาย หรือที่บางคนเรียกว่าความหวัง หรือความฝัน จนกว่าผลลัพธ์จะปรากฏ เช่นเดียวกับ พีทและทีมอีเกิล เมื่อทัชดาวน์แรกของพีทเกิดขึ้นในการแข่งกับทีมไจแอนด์ปี 1976 และได้เล่นให้กับทีมอีเกิลต่อไปอีก 3 ฤดูกาล ส่วนทีมอีเกิลเข้าสู่รอบซูปเปอร์โบลเป็นครั้งแรกในปี 1980 (เดือนมกราคม 1981) โดยการนำทีมของ ดิก เวอมีล

การเป็นทีมรองหรือการไม่สมหวัง แล้วพัฒนาตัวเองจนได้รับชัยชนะหรือประสบความสำเร็จเป็นเรื่องราวที่จะเล่าอีกกี่ครั้งก็ยังน่าฟังและน่าชื่นชมเสมอ แต่ Invincible พิเศษตรงที่เล่าเรื่องนี้ได้ดี คนที่ไม่เคยชมอเมริกันฟุตบอลมาก่อนก็สามารถอินไปกับเรื่องราวได้อย่างง่ายดายส่วนใครที่ชื่นชอบอเมริกันฟุตบอลโดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมอีเกิล ยิ่งพลาดไม่ได้ หรือจะดูเพื่อความบันเทิงหาแรงบันดาลใจ เรื่องนี้ก็ตอบโจทย์แน่นอน

Italian Job (2003) หนังสำหรับคนที่ชอบเรื่องโจรกรรมหักเหลี่ยมเฉือนคม และที่สำคัญ รถมินิคูเปอร์

Italian Job เป็นหนังโจรกรรม แอ็กชั่น ดราม่า เข้าฉายปี 2003 ที่โกยรายได้จากทั่วโลกรวมกว่า 176 ล้านเหรียญสหรัฐ หนึ่งในหนังโจรกรรมหักเหลี่ยมชิงไหวพริบ ที่เรียกว่าพลาดไม่ได้ เริ่มต้นเรื่องด้วยการโจรกรรมสุดว้าวของทีมปล้นที่รวบรวมสมาชิกตัวจี๊ด 6 คนเอาไว้ด้วยกัน มีเป้าหมายเป็นตู้เซฟที่มีทองคำมูลค่ากว่า 35 ล้านปอนด์ พร้อมฉากไล่ล่าหลบหนีในคลองเวนิช การปล้นครั้งแรกสำเร็จอย่างเหนือชั้นบอกได้เลยว่าทีมปล้นทีมนี้ไม่ธรรมดา ตัวเอกของเรื่องคือ ชาลี ครูกเกอร์ (มาร์ค วาห์ลเบิร์ก) อัจฉริยะในการวางแผนปล้น ที่ทำให้แผนปล้นครั้งนี้สำเร็จอย่างไม่มีการบาดเจ็บ มีอย่างเดียวที่ผิดไปจากแผนคือ การหักหลังของสมาชิกจนทำให้ต้องสูญเสียทองทั้งหมดที่ปล้นมาได้และชีวิตของ จอห์น บริดเจอร์ หัวหน้าทีมที่หวังจะใช้ทองจากการปล้นครั้งนี้สำหรับชีวิตช่วงเกษียณ ภารกิจใหม่ของทีมที่เหลือจึงเริ่มขึ้นใหม่เพื่อเอาคืนสิ่งที่สูญเสียไป

                ชาลี ขอให้ สเตลล่า บริดเจอร์ (ชาลิซ เธอรอน) ลูกสาวของจอห์นเข้ามาร่วมทีมทดแทนจอห์นมือหนึ่งในการถอดรหัสตู้เซฟ พร้อมกับสมาชิกที่เหลือที่มีความสามารถในการทำระเบิด การคำนวณและคอมพิวเตอร์ และการขับรถที่หลบหนีได้ทุกสถานการณ์ เพื่อร่วมกันทำภารกิจเอาคืนทองคำจากคนที่หักหลังพวกเขา แน่นอนว่าแค่เอาคืนด้วยกำลังคงไม่ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นที่จดจำในฐานะหนังโจรกรรม ชิงไหวพริบ แผนการเอาคืนและการเตรียมการของภารกิจนี้รับรองว่าทำให้ว้าวได้มากกว่าฉากเปิดตัวแน่นอน และอย่างที่เห็นในตัวอย่างหนังสำหรับคนที่ชื่นชอบรถมินิคูเปอร์ เรื่องนี้ได้ใช้รถมินิเป็นพาหนะหลบหนีสุดเท่ แต่การจะเอารถมินิมาขนทองหลบหนี ก็ต้องมีมือดีมาช่วยปรับแต่ง เพราะรถมินิต้องแบกน้ำหนักทองคำ แรงพอจะหลบหนี พร้อมลุยทุกสภาพการขับขี่ และต้องไม่ใช่แค่ถนนธรรมดาแน่นอน เมื่อการเตรียมการเสร็จสิ้นก็ถือเวลาลงมือ มาลุ้นกันว่าแผนของชาลีครั้งนี้จะสำเร็จอย่างที่คิดหรือไม่

                Italian Job ปี 2003 เป็นหนังอเมริกัน Remake จากหนังอังกฤษ ปี 1964 ที่นำแสดงโดย ไมเคิล เคน ภาพจำของรถมินิ 3 คัน สีแดง น้ำเงิน และขาว ยังคงถูกนำมาดำเนินเรื่องเหมือนเดิมเพิ่มเติมคือเปลี่ยนจากรถ Austin Mini Cooper S Mk II รุ่นปี 1968 เป็นรถ MINI Cooper S คันสีแดง และ MINI Cooper ธรรมดา คันสีน้ำเงินและสีขาว รุ่นล่าสุดในช่วงเวลานั้น ใครที่ชื่นชอบรถมินิดูเรื่องนี้รับรองอิ่มอกอิ่มใจแน่นอน ยิ่งคนที่ชื่นชอบฉากขับรถไล่ล่า ยิ่งต้องติดตามดู เพราะจะได้เห็นฉากรถมินิวิ่งอยู่ในทางใต้ดิน และบนดินในเมืองลอสแอนเจลิสอย่างจุใจ ส่วนใครที่กำลังหาหนังโจรกรรมหักเหลี่ยมเฉือนคมดี ๆ สักเรื่อง Italian Job เป็นหนังเรื่องหนึ่งที่คุณไม่ควรพลาดไม่ว่าเหตุผลใด ๆ

Summer Wars เรื่องวุ่น ตระกูลใหญ่ อนิเมชั่นที่ทำให้หัวใจคุณพองโต

Summer Wars เป็นอนิเมชั่นญี่ปุ่นแนวไซไฟ เปิดตัวที่ประเทศญี่ปุ่นปี 2009 และเข้าฉายในไทยปี 2012 เรื่องราวอยู่ในยุคที่ทุกสิ่งทุกอย่างจัดการได้ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์ที่เปรียบเป็นโลกเสมือนจริง และมีชื่อเรียกว่า ออซ แต่ละคนในโลกความจริงจะสร้างตัวตนอวตารขึ้นในโลกเสมือนหรือ ออซ เพื่อจัดการเรื่องราวต่าง ๆ เช่น การทำธุรกรรมทางการเงิน หรือการติดต่อสื่อสารกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เนื้อเรื่องเล่าผ่านเด็กหนุ่มผู้มีความสามารถด้านคณิตศาสตร์ เค็นจิ โคอิโสะ ที่ทำงานพาร์ทไทม์ เป็นผู้ดูแลความปลอดภัยให้กับระบบออซ เค็นจิถูกจ้างวานโดยนัทสึกิ ชิโนะฮาระ เด็กสาวรุ่นพี่ในโรงเรียน ให้ไปแสดงตัวเป็นแฟนหนุ่มของเธอในงานวันเกิดครบรอบ 90 ปีของคุณย่าทวด ที่เมืองยูเอดะ เพื่อให้คุณย่าทวดและญาติ ๆ สบายใจกับการมีแฟนเป็นตัวเป็นตน งานนี้ไม่ยากไม่ง่ายแต่มันสำคัญตรงที่เค็นจิก็แอบปลื้มนัทสึกิอยู่จริง ๆ นี่สิ เนื้อเรื่องถูกเล่าในฉากชนบทที่สวยงามและบ้านโบราณของตระกูลใหญ่ เก่าแก่ “จินโนะอุจิ” พร้อมกับการรวมตัวของคนในครอบครัว จินโนะอุจิ ที่มาเฉลิมฉลองงานวันเกิดคุณย่าทวดด้วยกัน

เค็นจิในโลกความเป็นจริงดูจะขี้อายเงอะๆงะๆ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ต่อหน้านัทสึกิ แต่ความสามารถด้านคณิตศาสตร์ของเขา ใช้ถอดรหัสตัวเลขยาก ๆ ที่ส่งมาทางข้อความโทรศัพท์ได้แบบไม่เหนือบ่ากว่าแรง แต่บังเอิญว่ารหัสที่ถอดนั้นดันไปเกี่ยวข้องกับการจารกรรมข้อมูล ที่ทำให้ระบบออซปั่นปวนไปหมด ตัวตนอวตาลของประชาชนถูกกลืนกิน มี AI ประหลาดเข้ามาปั่นป่วนระบบ ระหว่างที่โลกเสมือนกำลังวุ่นวายโลกความจริงก็ย่ำแย่ตามไปด้วย การติดต่อสื่อสารทุกอย่างกลายเป็นอัมพาต เมืองทั้งเมืองสับสน เนื้อเรื่องดำเนินไปคู่ขนานกันระหว่างการแก้ปัญหาในระบบออซ และในโลกของความเป็นจริง แต่ด้วยความที่ญาติพี่น้องตระกูล จินโนะอุจิ รวมไว้ด้วยคนมีความสามารถและพร้อมจะช่วยเหลือกัน เมื่อคนที่บ้านจินโนะอุจิและเค็นจิร่วมมือกัน เรื่องก็เริ่มสนุกและชวนให้ลุ้นไปกับการแก้ปัญหาของตัวละครในเรื่อง ด้วยวิธีการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นฉากการต่อสู้กันของร่างอวตาลในระบบออซ การใช้วิธีสื่อสารแบบดั้งเดิมเพื่อช่วยเหลือกันในโลกจริง การชิงไหวพริบถอดรหัสตัวเลข และการตัดสินสุดท้ายด้วยเกมไพ่

แม้ว่า Summer Wars จะดำเนินเรื่องในฉากอนาคต แต่กลับสะท้อนสภาพสังคมในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ตัวเรื่องสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครกับสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างลงตัว น่าสนใจและแปลกใหม่ เมื่อเทคโนโลยีในโลกเสมือนที่ทุกอย่างสะดวกสบายหยุดชะงัก ทำให้เราได้กลับมาเห็นจิตวิญญาณของคนที่เป็นเป้าหมายของการสื่อสารที่แท้จริง ความต้องการที่จะช่วยเหลือกัน ทำให้ความฝัน ความหวัง ความเสียสละของคนผู้คนมองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น Summer Wars สะท้อนภาพในปัจจุบันของผู้คนที่ใจหนึ่งก็ยึดติดอยู่กับอดีตที่งดงามกับอีกใจก็จดจ่ออยู่กับเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ใฝ่ฝัน สับสนไปว่าอันไหนคือความจริงระหว่างตัวคนที่มีชีวิตจิตใจกับตัวคนที่สร้างขึ้นในโลกออนไลน์ การอยู่โดดเดี่ยวในเมืองที่มีอิสระแต่ก็แฝงด้วยเงาของความเหงาหรือการอยู่เป็นครอบครัวใหญ่ที่แสนจะวุ่นวายแต่ก็น่ารัก อนิเมชั่นเรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวออกมาได้อย่างกลมกล่อม เชื่อว่าท่านผู้ชมจะได้ข้อคิดดี ๆ และหัวใจพองโตขึ้นแน่นอนหลังจากได้ดูจบ

รีวิว 21 เกมเดิมพันอัจฉริยะ เกมตัดสินอนาคตของคุณ

21 เป็นภาพยนตร์ที่เข้าฉายปี 2008 เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ เบน แคมป์เบล เด็กหนุ่มอายุ 21 ปี นักศึกษามหาลัย M.I.T. อัจฉริยะด้านคณิตศาสตร์ ที่ต้องการทุนการศึกษาเพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนแพทย์ที่ฮาวาร์ด เขามีประวัติที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบแต่ผู้สมัครคนอื่นก็ไม่แตกต่างกัน สิ่งที่เค้าขาดคือประสบการณ์ชีวิตที่จะทำให้แตกต่างจากผู้สมัครคนอื่น จุดเริ่มต้นของเรื่องคือเบนพลาดทุนเรียนต่อที่ฮาวาร์ด และเขาต้องการเงินเพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนแพทย์ กว่า 300,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ เป็นจำนวนเงินที่ไม่มีทางหาได้จากงานนอกเวลาของเบน ที่ได้ชั่วโมงละ 8 เหรียญ ศ. มิคกี้ โรซ่า อาจารย์ที่ M.I.T. เห็นแววความสามารถของเบนโดยเฉพาะการตัดสินใจบนหลักการความน่าจะเป็นมากกว่าอารมณ์ มิคกี้จึงเลือกเบนเข้ากลุ่มที่รวมตัวเพื่อทำเงินจากการชนะเกมไพ่ Black Jack ที่ลาสเวกัส

ด้วยโอกาสหาเงินสำหรับเรียนต่อ กับประโยคเด็ดที่ว่า “ที่เวกัส คุณจะเป็นใครก็ได้ที่คุณอยากจะเป็น” เบนตกลงเข้าร่วมกลุ่มนี้ ด้วยพรสวรรค์ด้านคณิตศาสตร์และตัวเลข หลังจากฝึกจดจำรหัสต่าง ๆ และวิธีการทำงานเป็นทีม เบนก็พร้อมที่จะเล่นเกม Black Jack และที่สำคัญคือเทคนิคการนับไพ่ เป้าหมายของเกม Black Jack คือ 21 แต้ม การนับไพ่ที่ออกมาแล้ว ว่าเป็นไพ่ใหญ่หรือไพ่เล็ก จะช่วยเพิ่มโอกาสการชนะในเกมได้มากขึ้น ไพ่ใหญ่จะเพิ่มโอกาสทำแต้มได้ใกล้เคียง 21 มากกว่า ไพ่เล็ก สมาชิกในทีมจึงกระจายกันนับไพ่ตามโต๊ะต่าง ๆ เพื่อรอเวลาที่ไพ่เล็ก ๆ ออกไปมากแล้ว เบนจะถูกเรียกไปลงเล่น เมื่อไพ่ใหญ่เหลืออยู่ในสำรับมากกว่า โอกาสชนะในเกมของเบนก็จะมากขึ้น ด้วยเงื่อนไขนี้ความสำเร็จของแผนการจึงขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ด้านคณิตศาสตร์ที่ถูกฝึกมาอย่างดีที่มีพร้อมในตัวของเบนนั่นเอง ฟังดูเหมือนแผนการนี้จะทำให้ทีมของเบนชนะได้อย่างง่ายดาย แต่อย่าลืมว่าเจ้ามือที่เสียรายได้จากแผนการนี้ก็ไม่ยอมง่าย ๆ เช่นกัน

มิคกี้จะมีประโยคเด็ด ๆ ที่ทำให้เบนและทีมชนะเกม Black Jack ตามแผน เช่น “สิ่งที่เราทำคือการนับไพ่ เราไม่ได้เล่นพนัน”, “อย่าปล่อยให้อารมณ์มีผลกับการตัดสินใจในเกม” และ “อย่าให้ถูกจับได้เพราะการนับไพ่” ทุกอย่างเป็นไปตามแผนของมิคกี้ ทีมของเบนทำงานได้ดี เนื้อเรื่องดำเนินไปอย่างสนุกทุกครั้งที่เบนเล่น Black Jack ใช้ชีวิตที่เวกัส และมีรายได้ที่เกินกว่าเบนจะจินตนาการ ภาพในหนังตัดสลับกับชีวิตนักเรียนธรรมดาที่ M.I.T. ของเบนยิ่งทำให้เห็นว่าชีวิตในเวกัสของเขาหอมหวานขนาดไหน แต่มีดีก็ต้องมีร้ายเป็นเรื่องธรรมดา วันดี ๆ ของเบนที่เวกัส ต้องแลกมาด้วยคำโกหก ความลับ มิตรภาพ เรื่องราวนำไปสู่ความขัดแย้ง ความเจ็บปวด การสูญเสีย และการแก้แค้น ไม่ว่าดีหรือร้าย ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ บทเรียนทั้งหมดก็คือประสบการณ์ชีวิต และแน่นอนว่าประสบการณ์ชีวิตของเบนแตกต่างจากคนธรรมดาอื่น ๆ แน่นอน ใครที่ชอบหนังแนวชิงไหวพริบ และการพนัน ลองเลือก 21 เกมเดิมพันอัจฉริยะ กลับมาดูอีกรอบรับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน

The Favorite หนังชิงดี ชิงเด่น เล่นประเด็นริษยาแบบละครไทย

เมื่อปี 2016 เราได้ฮือฮากับหนังอินดี้เข้าถึงยากอย่างเรื่อง The Lobster กันมาแล้ว ซึ่งต้องยอมรับเลยว่า แม้หนังกุ้งมังกรเรื่องนั้นจะเต็มไปด้วยสัญลักษณ์และการตีความต่าง ๆ แต่กลับกลายเป็นหนังที่นักวิจารณ์ต่างก็ให้คุณค่าและให้คะแนนกันสูงมาก ใครจะรู้ว่าผ่านมา 2 ปี ผู้กำกับ Yorgos Lanthimos จะหันมาทำหนังย้อนยุค ออกแนวนางร้าย ชิงดี ชิงเด่น ที่ดูสนุก มีคลาส และที่สำคัญ เข้าถึงง่าย เข้าใจง่าย และเป็นมิตรกับคนดูมากขึ้นเยอะเลย

The Favorite เป็นหนังย้อนยุค เป็นเรื่องราวในช่วงสงครามอังกฤษกับฝรั่งเศส โดยอังกฤษมีสมเด็จพระราชินีแอนน์ (โอลิเวีย โคลแมน) เป็นผู้ปกครองประเทศ และทรงมีสหายคนสนิท ชื่อเลดี้ซารา หรือซาราห์ เชอร์ชิล (เรเชล ไวซ์) ที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งเกินกว่าการเป็นเพียงสหาย แถมยังทรงไว้วางใจให้ดูแลราชการบางอย่างแทนอีกด้วย และเมื่อวันหนึ่งสาวสวยที่ชีวิตตกอับอย่างอบิเกล ฮิลล์ (เอ็มม่า สโตน) เข้ามาในวังจึงเกิดสนามรบระหว่างเลดี้ทั้งสอง เพื่อแย่งชิงตำแหน่งตนโปรดของควีนแอนน์นั่นเอง ประเด็นน่าสนใจอยู่ที่ ซาราห์ เชอร์ชิล กับควีนแอนน์ เป็นเพื่อนกันมาแต่เล็กแต่น้อย และเพราะความสนิทแบบเพื่อน ความผูกพันของผู้หญิงที่ใช้ชีวิตใกล้ชิตกันมาทั้งชีวิต เมื่อควีนแอนน์ได้ขึ้นปกครองประเทศ ซาราห์จึงได้ขึ้นเป็นคนสนิท และเธอก็รู้ใจ และรู้วิธีรับมือ ควีนแอนน์เป็นอย่างดี และด้วยแนวคิดของซาราห์นั้นฝักใฝ่และหนุนให้เกิดสงครามกับฝรั่งเศส เธอจึงเป็นผู้ชักใยพระราชินีให้ก่อสงคราม ทำให้เสียงในพระราชสำนักแบ่งเป็น 2 ฝ่ายคือฝ่ายหนุนสงคราม และฝ่ายคัดค้าน และเมื่อเอบิเกลเข้ามาก็ต้องทำเพื่อความอยู่รอด สาวหัวสูงอย่าง อบิเกล ฮิลล์ จึงเลือกฝ่ายตรงข้ามกับซาราห์ เชอร์ชิล

เป็นหนังที่เสนอทั้งเกมริษยาของเหล่าสตรี และเสนอเกมการเมือง จุดเด่นคือเป็นหนังย้อนยุคที่สะท้อนภาพผู้หญิงร้าย ๆ ที่คงถูกจริตคนไทย ทั้งควีนแอนน์ ซาร่าห์ และเอบิเกลเล่นดีและเข้าถึงบทบาทมาก เอมม่า สโตนนอกจากจะสวยมาก ๆ แล้ว บอกเลยว่าการแสดงของเธอมีเสน่ห์จนยากจะละสายตาเลยทีเดียว และที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือโอลิเวีย โคลแมน กับบทของควีนแอนน์ ผู้มีจิตใจและอารมณ์ไม่ค่อยปกติ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เอาแต่ใจ และมีปมสมัยเด็ก ซึ่งลิเวียถ่ายทอดความเป็นตัวละครนี้ออกมาได้สมบูรณ์แบบมาก ๆ  สำหรับราเชล ไวซ์ ก็แสดงบทผู้หญิงฉลาดร้าย และมีซีนอารมณ์ที่ตราตรึงมากเช่นกัน หนังเรื่องนี้การรันดีความมีคลาสและคุณภาพด้วยการเข้าชิงออสการ์ปี 2019 ถึง 10 สาขา ซึ่งก็คว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงมาครองได้ สำเร็จ สำหรับชาวสาวกละครหลังข่าวที่อยากเปลี่ยนมาเข้าชมหนังโรงไม่ควรพลาดเรื่องนี้เลย เพราะเป็นหนังฝรั่งที่มีความเป็นละครน้ำเน่า น่าหมั้นไส้ น่าหงุดหงิด แต่น่าดูมาก

Roma ความเรียบง่ายที่งดงามและติดตรึงในความทรงจำ

ใครจำหนังวัยรุ่น Coming of Age เรื่องนั้นได้บ้าง “And your mother too” หรือภาษาสเปน “Y Tu Mamá También” หนังสัญชาติเม็กซิโกเรื่องนั้นกำกับโดย ‘อัลฟอนโซ กัวรอน’ ออกฉายปี 2001 และถูกแบนในประเทศไทย เพราะหนังค่อนข้างมีฉากโป๊เปลือยเยอะ แต่ไม่รู้ทำไมพอดูแล้วมันมีความรู้สึกแปลก ๆ ติดอยู่ในใจ ทุกวันนี้พอเห็นหนังเรื่องไหนมีชื่อผู้กำกับคนนี้ เราจะสนใจหนังเรื่องนั้นทันที และทุกครั้งที่ดูจบเราก็จะเกิดความรู้สึกแปลก ๆ ทุกทีสิน่า เช่น Harry Potter and the Prisoner of Azkaban (2004) Children of Men (2006) Gravity (2013) และล่าสุดก็คือ Roma (2018)

Roma เป็นหนังขาวดำ ภาษาสเปน มีฉากหลังเป็นประเทศเม็กซิโก ในยุค 1970s เล่าเรื่องราวของสาวใช้คนหนึ่งที่ทำงานในบ้านของครอบครัวชนชั้นกลาง หนังเดินเรื่องโดยสาวใช้ คนนี้มีชื่อว่าคลีโอ เธอทำงานบ้านและช่วยดูแลลูก ๆ ของนายจ้าง เราจะเห็นว่าในเรื่องคลีโอมีความรักและคอยดูแลเอาใจใส่เด็ก ๆ ทั้งสี่คนมาก และเด็ก ๆ ต่างก็รักเธอ ระหว่างที่ทำงานเธอได้คบหาแฟนหนุ่มจนตั้งท้อง แต่พอคลีโอบอกเรื่องท้องกับแฟนเขากลับหนีหน้าและหายตัวไป หนังถ่ายทอดเรื่องราวหลัก ๆ อยู่ 2 ส่วนคือ เส้นเรื่องที่เป็นเรื่องราวการดำเนินชีวิตแบบชนชั้นยากจนของคลีโอ เธอเป็นเพียงสาวชาวบ้านชนบท เข้ามาทำงานเป็นสาวใช้ในเมือง และพยายามใช้ชีวิตแต่ละวันให้ผ่านไปได้ด้วยดี เป็นตัวละครที่ต้องพบกับช่วงเวลายากลำบากในชีวิตและพยายามที่จะก้าวผ่านไปให้ได้ด้วยการพึงพาตัวเอง แต่ขณะเดียวกันเธอก็ได้รับความช่วยเหลือฉันท์เพื่อนมนุษย์จากนายจ้างที่เห็นใจและช่วยเหลือเธอเหมือนคนในครอบครัว และอีกส่วนหนึ่งเป็นเส้นเรื่องที่เป็นเรื่องราวของครอบครัวนายจ้างของคลีโอ สะท้อนวิธีครอบครัวชนชั้นกลางในเม็กซิโก ปัญหาการหย่าร้าง แสดงให้เห็นความไร้เดียงสาของเด็ก ๆ ที่ไม่รู้ว่าการหย่าร้างของพ่อแม่นั้นเป็นเรื่องที่เจ็บปวดใจแค่ไหน แต่ที่เห็นได้ชัดคือเด็กทุกคนรักคลีโอมาก และคลีโอเองก็นักและห่วงใยเด็ก ๆ มากเช่นกัน ซึ่งฉากจบของเรื่องก็สื่อความรักนั้นออกมาจนน่าขนลุก

                ล่าสุดหนังเรื่องนี้ได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ปี 2019 ถึง 10 สาขา (รวมถึงสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี) และชนะมาถึง 3 สาขา ได้แก่ ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม และกำกับภาพยอดเยี่ยม ว่ากันว่า อัลฟอนโซ กัวรอน ทำหนังเรื่องนี้เพราะต้องการบอกเล่าและกล่าวขอบคุณพี่เลี้ยงในวัยเด็กของเขา จึงไม่แปลกใจเลยที่ หนังฉายให้เห็นเรื่องราวที่เป็นวิถีธรรมดาสามัญของครอบครัว ฉายความรักที่งดงามไร้เดียงสาของสาวใช้กับเด็ก ๆ  ส่วนตัวแล้วมีความรู้สึกว่าโรมาเป็นหนังที่ภาพสวย ถ่ายทอดออกมาได้ดีทั้งอารมณ์และความรู้สึก เป็นหนังที่ไม่ได้เน้นปมขัดแย้ง ไม่มีไคลแมกซ์ที่สร้างความปวดใจรุนแรง แต่อารมณ์การเดินเรื่องแบบราบเรื่อยของหนังนั้น ทำให้หนังงดงามและน่าประทับใจ

Happy Together หนังอินดี้ เหงา ๆ สไตล์หว่อง กา ไว

หนังที่สร้างเสียงฮือฮามากเอาการในปี 1997 ของผู้กำกับหนังเหงาในตำนานอย่าง หว่องกาไว ฮือแค่ไหนนั้น ให้นึกภาพดูว่าหนังปล่อยออกมาปี 1997 สังคมยังไม่เปิดกว้างเรื่องแนวผู้ชายรักชอบกับผู้ชายด้วยกัน แถมยังมีนักแสดงที่กำลังโด่งดังมาก ๆ ขวัญใจสาว ๆ สมัยนั้นอย่างเลสลี่ จาง และเหลียงเฉาเหว่ย มาเป็นนักแสดงนำอีก

Happy together หรือชื่อไทยว่า โลกนี้รักใครไม่ได้นอกจากเขา เป็นเรื่องราวของ 2 หนุ่มคู่รัก ไหลเยี่ยฟา (เหลียงเฉาเหว่ย) และโหเป่าหวัง (เลสลี่จาง) ที่เดินทางไปอาเจนติน่า และกำลังเดินทางไปดูน้ำตกอีกัวซู เป็น Road trip ที่ไม่ค่อยเป็นดั่งใจเพราะรถเสีย เลยงอนกัน ทะเลาะกัน และแยกทางกันไป หนังแบ่งการเล่าเรื่องเป็น 2 ช่วง โดยช่วงแรกที่เล่าเรื่องราวระหว่างไหลเยี่ยฟา และโหเป่าหวัง ที่มีทั้งการเลิกกัน คิดถึงกัน ดูแลกัน คืนดีกัน และแยกทางกันอีกครั้ง ส่วนช่วงที่สองเป็นการเล่าเรื่องราวระหว่างไหลเยี่ยฟา กับ อาเจิน (รับบทโดยจางเจิ้น) หนุ่มฮ่องกงอีกคนหนึ่งที่มาทำงานที่อาเจนติน่าและทำงานด้วยกันที่ร้านอาหารและเรื่องราวต่อเนื่องมาจนถึงช่วงที่เยี่ยฟาเดินทางกลับฮ่องกง

หนังมีการทำภาพขาวดำตอนที่เริ่มเรื่อง ซึ่งเป็นช่วงที่เฮียเหลียงเฉาเหว่ยกับเลสลี่จางเลิกกัน พอกลับมาเจอกัน แล้วกลับมาคบกันใหม่ภาพตัดเป็นภาพสี ซึ่งอาจเป็นการสื่อว่าต่อไปนี้คือการเริ่มเรื่องราวจริงจังของหนังแล้วนะ หรืออาจสื่อว่าเรื่องราวในอดีตที่เป็นขาวดำนั้น มันกลับมาวนซ้ำเหตุการณ์เดิม ๆ ก็ได้เช่นกัน ข้อสังเกตอีกอย่างคือ มุมกล้องของเรื่องนี้แปลกดี บางฉากมีมุมกล้องทำให้คนดูรู้สึกว่าเรากำลังแอบดูตัวละครอยู่ เช่น มีอยู่ฉากหนึ่งที่ติดตามากคือเฮียเหลียงเฉาเหว่ยจุดไฟแช็กเพื่อต่อบุหรี่ให้เลสลี่จาง ตอนนั้นเองที่เรารู้สึกว่ากำลังแอบดูผู้ชายสองคนจีบกันผ่านทางหน้าต่างของบาร์เหล้า ฮ่า ๆ ๆ ส่วนที่ชอบมากคือ ตอนที่เฮียเหลียงกลับมาคบกับเลสลี่จาง มันเป็นฉากน่ารักมาก…เยี่ยฟาเป็นผู้ชายปากแข็ง ไม่ชอบแสดงออกถึงความรัก ชอบทำอาการหงุดหงิดกลบกลื่นอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง แต่จริง ๆ แล้วเขายอมเป่าหวังทุกอย่าง ถึงแม้ตอนแรกเขาไม่อยากจะกลับมาคืนดี ไม่อยากใจอ่อน แต่ก็เพราะรักมันเลยห้ามอะไรไม่ได้จริง ๆ ฉากที่ชอบแล้วชอบอีก วนดูซ้ำ ๆ คือตอนที่เฮียเหลียงนั่งมองนอนเป่าหวังนอนหลับ คิดในใจว่า…ผู้ชายคนนี้จะอบอุ่นอะไรขนาดนี้เนี่ย แถมมีฉากน่ารักเล็ก ๆ น้อย ๆ ตอนเป่าหวังตื้อจะนอนเตียงเดียวกับเยี่ยฟาให้ได้ ก็ทำให้เราอมยิ้มตามไปเลย ฉากที่อึ้งตอนเปิดประตูออกมาเจอเลสลี่จางโดนซ้อมมา…ไม่รู้อ่ะไม่มีคำอธิบายอะไรดีไปกว่าคำว่าชอบมาก…คลั่งตายไปเลย สำหรับคนที่ไม่เคยอกหัก ดูเรื่องนี้แล้วคุณจะรู้ว่าอกหักเป็นไงเพราะ เฮียเหลียงแสดงได้ดีมาก เรารับรู้ได้ถึงความเศร้าอันยิ่งใหญ่ของเขา

หนังเรื่องนี้น่าประทับใจตรงการถ่ายทอดความรู้สึกเศร้าและหดหู่ และถึงแม้ตอนจบเสียงเพลง So Happy Together ดังขึ้น เราก็ยังรับรู้ได้ถึงความเศร้าอยู่เลย ความดีงามของเรื่องอีกอย่างคือ ทุกฉากเฮียเหลียงนั้นดีมาก เป็นผู้ชายที่หล่อ เล่นบทหน้ารักก็เขินตาม เล่นบทเศร้าเหงาก็ทำให้เราเศร้าตาม จำได้ว่าตอนที่ดูจบ แล้วเรานอนมองเพดานอยู่พักหนึ่งเลย

Cloud Atlas หยุดโลกข้ามเวลา

ภาพยนตร์เรื่องนี้ ดัดแปลงจากหนังสือนิยาย เมฆาสัญจร (Cloud Atlas) ของเดวิด มิตเชลล์ เขียนบทและกำกับโดย Lana และ Andy Wachowski และ Tom Tykwer เป็นหนังที่ลำดับภาพได้ตื่นตาตื่นใจดี ตัดภาพเล่าเหตุการณ์ประสานเรื่องราวไปมา ช่วงแรกคนดูอาจจะดูไม่รู้ว่าหนังฉายภาพภาพนั้นภาพนี้นั้น หนังต้องการโฟกัสอะไร หรือว่าหนังต้องการจะบอกให้เรารู้อะไร แต่ค่อย ๆ ดูไปก็จะ “คล้อยตาม” ไปได้ทั้งหมด

Cloud Atlas หรือชื่อไทย หยุดโลกข้ามเวลา เป็นการเล่าเรื่อง 6 เรื่อง ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่ต่างกัน (หรืออาจเรียกว่าชาติภพเลยก็ได้) แต่ละเรื่องเชื่อมกันไว้ด้วยปานรูปดาวหาง ที่อยู่บนตัวของตัวละคร 6 คน แต่จะว่าไปมองอีกมุมหนึ่งก็เข้าใจได้ว่าหนังเชื่อมโยงกันไปหมดทุกตัวละครนั่นแหละ ทุกคนมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันมาทุกชาติทุกภพ 6 เรื่องราว 6 ชาติภาพนั้น มีดังนี้

 – บันทึก (อดัม อีวิง)

– จดหมายถึงคนรัก (โรเบิร์ต โฟรบิเชอร์)

– บทความข่าวหรือต้นฉบับชื่ออะไรหว่าอ่านไม่ทัน (หลุยซ่า เรย์)

– นิยายชีวิตที่ถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์ (ทิโมที คาเวนดิช)

– คำให้การ (ซอนมี-415)

– การเล่าความหลังให้หลาน ๆ ฟัง (แซคคารี่)

       หนังเรื่องนี้ได้ นักแสดงยอดฝีมือของฮอลีวูดมาร่วมแสดงมากมาย ทั้งทอม แฮงค์, ฮัลลี่ เบอรี่, ฮิว แกรนต์, ฮิวโก้ วีฟวิ่ง,จิม สเตอเจส เพราะฉะนั้นฝีมือการแสดงนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องการเข้าถึงบทบาท และการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก ทุกเรื่องจะมีจุดเชื่อมถึงกัน ทำให้รู้ว่าเรื่อง 6 เรื่องนี่มันเกิดกันคนละเวลา คนละสมัย อีกอย่างคือภายใต้เรื่องของตัวละครหลักของเรื่องหนึ่ง ก็จะมีตัวละครหลักของเรื่องอื่นมาเป็นตัวประกอบ ตรงนี้เองที่ทำให้เห็นว่า อย่าไปจริงจังอะไรกับชาติหน้าเลยว่าเราเคยเป็นคนสำคัญหรือคนยิ่งใหญ่น่าจดจำในชาตินี้แล้วชีวิตชาติหน้าจะสุขสบาย ความสุขสบายใจไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ทำในชาตินี้หรือชาติหน้า แต่ทุกอย่างมันอยู่ที่ตัวเราในปัจจุบันว่าจะเลือกเส้นทางและสร้างความสุขใจให้ตัวเองและคนรอบข้างแบบไหน โดยสาระของหนังนั้น เท่าที่พอจะสรุปได้นั้นจะกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิด มีลักษณะของปรัชญาพระพุทธศาสนา พูดถึงการโอบอ้อมอารีเพื่อนมนุษย์ การเห็นคุณค่าของชีวิต (ทั้งชีวิตผู้อื่นและชีวิตตนเอง) และผลของกรรมที่ตามผู้กระทำไปทุกภพทุกชาติ แต่หนังไม่ได้บอกออกมาตรง ๆ แบบบอกโต้ง ๆ ว่าเป็นอย่างนั้น ๆ อย่างนี่ แต่เป็นลักษณะเรื่องเล่าที่ผ่านมุมมองของคน 6 คน ที่เล่าเรื่องของตนเองผ่านวิธีต่างกันไป

     รู้สึกชอบและตื่นเต้นกับการเล่าเรื่อง มันทำให้เราดูได้เรื่อย ๆ โดยไม่ต้องมาคลิกดูเวลาเลยว่าเมื่อไหร่หนังจะจบ และ ชอบเพลง Cloud Atlas Sextet มันเรียกน้ำตานะ แอบคิดว่า Cloud Atlas: เมฆาสัญจร (ชื่อไทยของเวอร์ชันหนังสือ) น่าจะเหมาะกว่า หยุดโลกข้ามเวลา (ชื่อไทยของเวอร์ชันหนัง) ที่สำคัญคือ เรื่องทั้งหมดมันมีลักษณะเป็นเรื่องเล่า เป็นรูปแบบของนิยาย (จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้อยากอ่านฉบับหนังสือ) มันเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นนะเมื่อนึกถึงงานเขียนแบบนี้ สรุปว่า เป็นหนังน่าดูอีกเรื่องหนึ่ง ที่คู่ควรแก่การพูดถึงเมื่อเวลาผ่านไป…เราจะยังสามารถชื่นชมหนังเรื่องนี้ได้ว่าเป็นหนังที่เล่าเรื่องได้น่าติดตามมาก

The Lorax เรื่องราวหรรษา…พาท่องป่ามหัศจรรย์สีรุ้ง

The Lorax หรือ Dr. Suess’ The Lorax เป็นหนังที่ออกฉายปี 2012 มีต้นฉบับมาจากหนังสือเด็กชื่อเดียวกัน ที่เขียนโดยนักเขียนหนังสือเด็กชาวอเมริกันชื่อดัง วางขายครั้งแรกในปี ค.ศ. 1971 โดยแอนิเมชันเนื้อหาดีเรื่องนี้ก็ได้ดาราหนุ่ม Zac Efron และนักร้องสาว Taylor Swift มาช่วยพากย์เสียงให้อีกด้วย

The Lorax เป็นเรื่องราวของเมือง ธนีดวิลล์ (Thneedville) ที่ปราศจากต้นไม้จริง มีเพียงต้นไม้จากพลาสติกที่แต่งเติมด้วยสารสีสังเคราะห์เท่านั้น เท็ด วิกกินส์ (พากย์เสียงโดย Zac Efron)  เด็กหนุ่มอายุสิบสองปีที่อาศัยอยู่กับแม่และยาย เขาตกหลุมรักเด็กสาวอารมณ์ศิลป์ ออเดรย์ (พากย์เสียงโดย Taylor Swift) ที่ฝันอยากจะเห็นต้นไม้จริง ๆ  สักครั้งในชีวิต  เท็ดอยากจะทำให้ออเดรย์มีความสุขแต่ก็ไม่รู้จะหาต้นไม้มาจากไหน เพราะเกิดมาเขาก็ยังไม่เคยเห็นต้นไม้จริง ๆ  เลย เมื่อยาย (พากย์เสียงโดย Betty White) ของเท็ดรู้เข้าเลยหาทางเลยช่วยหลานของตน โดยบอกว่ามีคนชื่อวันซ์เลอร์…เขาเป็นคนที่รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับต้นไม้ แต่การพบวันซ์เลอร์นั้นไม่ง่ายเลย เท็ดต้องออกเดินทางจากเมืองพลาสติกนี้ไปค่อนข้างไกล และการจะออกจากเมืองนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะมีกล้องของมาเฟีย โอแฮร์ (พากย์เสียงโดย Rob Riggle) สอดส่องอยู่ทั่วเมือง โอแฮร์เป็นเจ้าของอากาศอัดขวดที่ขายให้ชาวเมืองธนีดวิลล์  ด้วยความยากลำบากจนในที่สุดเท็ดก็ได้พบกับวันซ์เลอร์ ณ ที่เวิ้งว้างห่างไกลเมือง เป็นครั้งแรกที่เท็ดได้ออกนอกเมืองธนีดวิลล์ และเห็นร่องรอยของการตัดต้นไม้เหลือแต่โคนก็ทำให้เขาแปลกใจอยู่ไม่น้อย วันซ์เลอร์แปลกใจและไม่คิดว่าจะมีคนสนใจต้นไม้แล้ว เท็ดไปหาวันซ์เลอร์อยู่หลายวันจนวันซ์เลอร์ใจอ่อน จึงเริ่มเปิดใจเล่าเรื่องราวว่าเหตุใดต้นไม้ถึงหายไปจากเมืองนี้ซึ่งเขาเองเป็นส่วนสำคัญทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น

ถือเป็นอีกหนึ่งแอนิเมชันเนื้อหาดีที่อยากจะแนะนำให้ทุกคนได้ดูกัน เรื่องภาพและการเคลื่อนไหวไม่สะดุดเลย การออกแบบเมืองธนีดวิลล์ที่ดูเป็นเมืองสูตรสำเร็จมีทุกกิจกรรมให้ชาวเมืองได้ทำ ไม่ว่าจะเล่นสกี อาบแดดตรงชายหาด ปาร์ตี้ ดูเป็นเมืองในฝันเพียงแต่ว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ของจริงจากธรรมชาติ รวมถึงการออกแบบสถานที่นอกเมืองที่ให้ความรู้สึกต่างกันสุดขั้ว เป็นการตอกย้ำว่าการไม่มีต้นไม้มันโหดร้ายเพียงใด

นอกจากเนื้อหาที่น่าติดตามและเป็นประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อมแล้วนั้น เราชอบการออกแบบฉากและภาพที่สวยเหมือนดั่งในเทพนิยายเลย เพลงเพราะ ๆ  ที่ทำให้เราแอบโยกไปโดยไม่รู้ตัว  รวมถึงคาแรคเตอร์ของเหล่าสัตว์น้อยที่น่ารักและมีชีวิตชีวา ที่จะทำให้เราสนุกไปกับการดูหนังมากยิ่งขึ้น การมีตัวร้ายที่ร้ายอย่างเดียวไปเลยแบบโอแฮร์ และฝ่ายคนดีแบบเท็ดที่ต้องการต่อสู้เพื่อเอาธรรมชาติกลับคืนมา เป็นเนื้อหาที่ตรงไปตรงมาจึงเหมาะกับคนดูวัยเด็ก ๆ  ที่จะทำความเข้าใจได้ง่าย ใครที่กำลังมองหาหนังเบาสมองไว้ดูกับครอบครัว เนื้อเรื่องน่าติดตามและสนุก ซาบซึ้ง กินใจ ก็ไม่ควรพลาดเรื่องนี้ รับรองคุณจะได้ความรู้สึกดี ๆ  หลังดูจบอย่างแน่นอน